องค์กรส่วนใหญ่มีเป้าหมายประจำปีอยู่แล้ว แต่เมื่อถามพนักงานระดับปฏิบัติว่าเป้าหมายของบริษัทปีนี้คืออะไร คำตอบมักไม่ตรงกัน

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีเป้าหมาย แต่อยู่ที่เป้าหมายไม่ถูกแปลลงมาให้เห็นว่างานประจำวันเกี่ยวข้องอย่างไร

OKR คือกรอบการตั้งเป้าหมายที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้ ด้วยการบังคับให้ทุกเป้าหมายมีตัววัดที่ชัดเจนและมองเห็นได้ทั้งองค์กร

บทความนี้จะอธิบายว่า OKR คืออะไร ต่างจาก KPI อย่างไร เขียนอย่างไรให้ใช้ได้ และมีข้อควรระวังอะไรสำหรับองค์กรไทย


OKR คืออะไร

OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results คือกรอบการตั้งและติดตามเป้าหมายที่ประกอบด้วยสองส่วน

Objective คือสิ่งที่ต้องการบรรลุ เขียนเป็นข้อความที่เข้าใจง่ายและสร้างแรงผลักดัน โดยไม่มีตัวเลข

Key Results คือผลลัพธ์ที่วัดได้ซึ่งบอกว่าบรรลุ Objective นั้นแล้วหรือยัง โดยทั่วไปกำหนด 2-4 ข้อต่อหนึ่ง Objective

ตัวอย่างเช่น Objective คือ “ทำให้ประสบการณ์ของพนักงานใหม่ในเดือนแรกราบรื่น” และ Key Results คือ “คะแนนความพึงพอใจของพนักงานใหม่เพิ่มจาก 3.2 เป็น 4.0” และ “สัดส่วนพนักงานใหม่ที่ได้พบหัวหน้าตัวต่อตัวภายในสัปดาห์แรกเพิ่มเป็น 100%”

รอบการใช้งานทั่วไปคือรายไตรมาส โดยมีการทบทวนความคืบหน้ารายสัปดาห์หรือรายปักษ์


ทำไม OKR จึงสำคัญ

OKR แก้ปัญหาที่พบบ่อยสามข้อ ข้อแรกคือความไม่ชัดว่าอะไรสำคัญที่สุด เพราะการจำกัดจำนวน Objective บังคับให้ต้องเลือก

ข้อสองคือการวัดที่วัดกิจกรรมแทนผลลัพธ์ เพราะ Key Results ต้องเขียนเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่รายการงานที่จะทำ

ข้อสามคือการทำงานแยกส่วน เพราะเมื่อ OKR ของทุกทีมเปิดเผยให้เห็น ทีมที่มีเป้าหมายเกี่ยวข้องกันจะเห็นกันเองและประสานได้เร็วขึ้น

สำหรับ HR กรอบนี้ยังเปลี่ยนบทสนทนาระหว่างหัวหน้ากับลูกทีมจากการรายงานงานที่ทำเสร็จ ไปสู่การคุยว่าผลลัพธ์เคลื่อนไปแค่ไหนและติดอะไร

ข้อแตกต่างสำคัญจาก KPI คือ KPI มักเป็นตัวชี้วัดที่ต้องรักษาระดับไว้อย่างต่อเนื่อง ส่วน OKR เป็นเป้าหมายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในรอบเวลาหนึ่ง ทั้งสองใช้ร่วมกันได้และไม่ทดแทนกัน


วิธีนำ OKR ไปใช้ในองค์กร

ความล้มเหลวของ OKR ส่วนใหญ่เกิดจากการเริ่มพร้อมกันทั้งองค์กรในรอบแรก ซึ่งทำให้เกิดเป้าหมายจำนวนมากที่เขียนไม่ถูกหลัก

ขั้นตอน สิ่งที่ทำ ผลลัพธ์
1. เริ่มจากระดับบนสุด ผู้บริหารกำหนด OKR ระดับองค์กรไม่เกิน 3-5 ข้อ ทิศทางที่ทีมอ้างอิงได้
2. นำร่องกับ 2-3 ทีม เลือกทีมที่มีผลลัพธ์วัดได้ชัดเจนก่อน บทเรียนก่อนขยายผล
3. ฝึกการเขียน ตรวจว่า Key Results เป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่รายการงาน คุณภาพของเป้าหมาย
4. ทบทวนสม่ำเสมอ ประชุมสั้นรายสัปดาห์เพื่อดูความคืบหน้าและอุปสรรค เป้าหมายยังมีชีวิตตลอดไตรมาส
5. สรุปปลายรอบ ให้คะแนนและทบทวนว่าเรียนรู้อะไร ไม่ใช่ตัดสินคน รอบถัดไปตั้งเป้าได้ดีขึ้น

ข้อทดสอบที่ใช้ตรวจ Key Results ได้เร็วคือ ถามว่าอ่านแล้วรู้หรือไม่ว่าเมื่อไรถือว่าสำเร็จ หากต้องตีความเพิ่ม แปลว่ายังเขียนไม่พอ

อีกข้อคือ หาก Key Result ทำสำเร็จได้ด้วยการทำงานให้เสร็จตามแผนโดยไม่มีอะไรเปลี่ยน แปลว่ายังเป็นรายการงาน ไม่ใช่ผลลัพธ์


ตัวอย่างในบริบทธุรกิจไทย

สมมติบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดกลางแห่งหนึ่งมีทีมพัฒนา ทีมขาย และทีมบริการลูกค้า ซึ่งต่างมีเป้าหมายของตนเองและไม่ค่อยรู้ว่าอีกทีมกำลังทำอะไร

ผู้บริหารตั้ง OKR ระดับองค์กรของไตรมาสว่า “ทำให้ลูกค้าเดิมต่อสัญญาโดยไม่ต้องต่อรองราคา” พร้อม Key Results สามข้อที่วัดได้จริง

ทีมบริการลูกค้าจึงตั้ง OKR ของตนให้เชื่อมกัน โดยมุ่งลดเวลาแก้ปัญหาที่ค้างเกินสามวัน ส่วนทีมพัฒนาตั้งเป้าลดข้อบกพร่องที่ลูกค้ารายงานซ้ำ

เมื่อทั้งสามทีมเห็น OKR ของกันและกันในที่เดียว ทีมขายจึงรู้ว่าควรชะลอการรับคำขอปรับแต่งระบบบางประเภทในไตรมาสนี้ เพราะจะไปเพิ่มภาระให้ทีมพัฒนาโดยตรง

ผลคือการตัดสินใจแลกเปลี่ยนลำดับความสำคัญเกิดขึ้นในระดับทีมได้เอง โดยไม่ต้องรอให้ผู้บริหารตัดสินทุกเรื่อง


ข้อควรระวัง

OKR ไม่ควรผูกกับการจ่ายโบนัสโดยตรง เพราะเมื่อผลตอบแทนขึ้นกับการบรรลุเป้าหมาย ทุกคนจะตั้งเป้าที่ทำได้แน่นอน ซึ่งทำลายประโยชน์ของกรอบนี้ตั้งแต่ต้น

ไม่ใช่รายการงานที่ต้องทำ หากทีมเขียน Key Results เป็นสิ่งที่ตนวางแผนจะทำอยู่แล้ว OKR จะกลายเป็นเอกสารเพิ่มภาระโดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรม

ไม่ควรมีจำนวนมาก ทีมที่มี OKR เจ็ดถึงแปดข้อในไตรมาสเดียว เท่ากับไม่มีลำดับความสำคัญ

และไม่ใช่สิ่งทดแทนการประเมินผลงาน OKR บอกว่าองค์กรเคลื่อนไปถึงไหน แต่ไม่ได้บอกว่าแต่ละคนทำงานได้ดีเพียงใด การประเมินผลงานยังต้องมีเกณฑ์และกระบวนการของตนเองแยกต่างหาก


หัวข้อที่เกี่ยวข้อง