Internal Mobility คืออะไร?

ทำไมองค์กรที่ไม่ขยับคนจากข้างใน ต้องหาคนจากข้างนอกตลอด

หลายองค์กรบ่นว่า

  • หาคนยาก
  • คนเก่งลาออก
  • ค่า Recruitment แพงขึ้นทุกปี

แต่คำถามที่ไม่ค่อยมีใครกล้าถามคือ
“เราใช้คนที่มีอยู่ดีพอแล้วหรือยัง”

Internal Mobility ไม่ใช่สวัสดิการ
มันคือ กลไกการใช้ทรัพยากรคนให้คุ้มที่สุด ในโลกที่ทักษะเปลี่ยนเร็วกว่าโครงสร้างองค์กร

Internal Mobility คืออะไร

Internal Mobility คือความสามารถขององค์กรในการ

  • ขยับพนักงานไปยังบทบาทใหม่
  • เปลี่ยนทีม เปลี่ยนสายงาน
  • หรือรับบทบาทใหม่ตามโปรเจกต์

โดยใช้ “ศักยภาพและทักษะ” เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่รอให้ตำแหน่งว่างก่อนแล้วค่อยคิด

สั้นๆ:
งานวิ่งหาคน ไม่ใช่คนรอตำแหน่ง


Internal Mobility ≠ เลื่อนตำแหน่ง

ความเข้าใจผิดคลาสสิก

เลื่อนตำแหน่งInternal Mobility
ขึ้นตามลำดับขั้นขยับตามทักษะ
แนวดิ่งแนวข้าง / ข้ามสาย
เกิดนานๆ ครั้งเกิดได้ตลอด
แข่งขันกันเปิดโอกาส

ถ้าองค์กรมีแต่ Promotion แต่ไม่มี Mobility โครงสร้างจะ “แข็ง” และตันเร็วมาก


ทำไม Internal Mobility ถึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น

1. ทักษะเปลี่ยนเร็วกว่าตำแหน่ง
ตำแหน่งออกแบบปีละครั้ง
แต่ทักษะเปลี่ยนทุกไตรมาส

2. คนเก่งไม่ได้อยากเลื่อนเสมอไป
หลายคนอยาก

  • เปลี่ยนบทบาท
  • เรียนรู้สายใหม่
  • ทำงานที่ท้าทายกว่าเดิม

ถ้าไม่มีทางขยับ
เขาจะขยับออก

3. การจ้างใหม่ช้ากว่าเสมอ
Internal Mobility คือทางลัด เร็วกว่า ถูกกว่า และเสี่ยงน้อยกว่า


Internal Mobility ทำงานได้ ต้องมีอะไรบ้าง

1. มองคนด้วย Skill ไม่ใช่ Job Title
ถ้ายังมองว่าคนคือ “ตำแหน่ง”
จะไม่เห็นโอกาสขยับใดๆ เลย

2. ความโปร่งใสของโอกาสภายใน
พนักงานต้องรู้ว่า

  • มีโปรเจกต์อะไร
  • มีบทบาทอะไร
  • ต้องใช้ทักษะอะไร

ถ้าขยับได้เฉพาะ “คนที่รู้จัก”
นั่นไม่ใช่ Mobility

3. ผู้จัดการไม่กักคน
องค์กรที่ Mobility พัง
พังตรงหัวหน้างานที่กลัวเสียคนเก่ง
แล้วองค์กรเสียมากกว่า

4. ระบบรองรับ ไม่ใช่ความหวังดี
ถ้าไม่มีระบบ Mobility จะขึ้นกับอารมณ์ผู้บริหาร


Internal Mobility กับ Skills-Based Organization

สองเรื่องนี้แยกกันไม่ได้

  • ไม่มี Skills Visibility → ขยับไม่ได้
  • ไม่มี Mobility → Skills ไม่มีวันถูกใช้

องค์กรที่เป็น Skills-Based Organization จะรู้ทันทีว่า ใครมีทักษะอะไร และขยับไปตรงไหนได้


Internal Mobility
การเคลื่อนย้ายพนักงานภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

องค์กรแบบเดิม

  • ต้องทำโปรเจกต์ใหม่
  • เปิดรับคนใหม่
  • ใช้เวลา 4 เดือน

องค์กรที่มี Internal Mobility

  • รู้ว่ามีพนักงานมี Skill ใกล้เคียง
  • ดึงมาทำงานชั่วคราว
  • เริ่มงานได้สัปดาห์เดียว

ต่างกันที่ “การมองเห็น” ไม่ใช่จำนวนคน


ตัวชี้วัดที่บอกว่า Mobility ใช้งานได้จริง

ถ้าวัดไม่ได้ แปลว่ายังไม่เกิด

  • สัดส่วนตำแหน่งที่เติมจากคนภายใน
  • เวลาในการหาคนให้โปรเจกต์ใหม่
  • อัตราการลาออกของ High Performer
  • Performance ก่อน–หลังการขยับบทบาท
  • Engagement ของคนที่ได้รับโอกาสขยับ

ความผิดพลาดที่องค์กรทำซ้ำ

  • บอกว่าสนับสนุน Mobility แต่ไม่เปิดตำแหน่ง
  • ให้ขยับได้เฉพาะคนที่ผู้บริหารเลือก
  • ไม่เตรียม Onboarding สำหรับบทบาทใหม่
  • วัดผลแบบเดิม แล้วสรุปว่าคน “ยังไม่พร้อม”

ปัญหาไม่ใช่คน ปัญหาคือ ระบบไม่เปิดทาง


บทสรุป

Internal Mobility คือระบบรักษาคนเก่งที่ทรงพลังที่สุด
ไม่ต้องใช้คำสวย ไม่ต้องเพิ่มสวัสดิการ

แค่ทำให้องค์กรตอบได้ว่า

ถ้าคนคนนี้เก่งขึ้น เราจะให้เขาไปต่อที่ไหน

องค์กรที่ตอบคำถามนี้ไม่ได้ สุดท้ายคนเก่งจะตอบเองด้วยการเดินออกไป