เมื่อองค์กรต้องเลือกคนเข้าโครงการพัฒนาผู้นำ เกณฑ์ที่ใช้บ่อยที่สุดคือผลงานในตำแหน่งปัจจุบัน
แต่ผลงานที่ดีในงานหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะทำได้ดีในงานที่ใหญ่ขึ้นและมีเงื่อนไขต่างออกไป
High-Potential Identification คือกระบวนการที่แยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน และระบุว่าใครมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในบทบาทที่ยังไม่เคยทำ
บทความนี้จะอธิบายว่าการระบุกลุ่มศักยภาพสูงคืออะไร ใช้เกณฑ์อะไร ทำอย่างไร และมีข้อควรระวังอะไรที่สำคัญ
High-Potential Identification คืออะไร
High-Potential Identification คือกระบวนการระบุพนักงานที่มีแนวโน้มจะเติบโตไปสู่บทบาทที่มีขอบเขตความรับผิดชอบใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายในกรอบเวลาที่กำหนด
คำว่า High Potential หรือ HiPo จึงต่างจาก High Performer โดยสิ้นเชิง
High Performer คือคนที่ทำงานปัจจุบันได้ดี ส่วน High Potential คือคนที่มีแนวโน้มทำงานที่ยังไม่เคยทำได้ดีด้วย
ทุก HiPo ควรเป็น High Performer แต่ High Performer ส่วนใหญ่ไม่ใช่ HiPo และนั่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย องค์กรต้องการผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเดิมได้ดีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
กรอบที่ใช้กันแพร่หลายประเมินสามด้านร่วมกัน ได้แก่ ความสามารถ (Ability) ความผูกพันกับองค์กร (Engagement) และความปรารถนาที่จะรับบทบาทที่ใหญ่ขึ้น (Aspiration)
ทำไม High-Potential Identification จึงสำคัญ
ทรัพยากรสำหรับการพัฒนาผู้นำมีจำกัด ทั้งงบประมาณ เวลาของผู้บริหารที่เป็นพี่เลี้ยง และจำนวนงานที่ใช้ฝึกได้จริง
การระบุกลุ่มที่ชัดเจนทำให้ทรัพยากรเหล่านี้ถูกใช้กับคนที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงที่สุด
ในเชิงความต่อเนื่องทางธุรกิจ องค์กรที่ไม่มีกลุ่มนี้จะพบว่าเมื่อตำแหน่งสำคัญว่างลง ทางเลือกเดียวคือรับจากภายนอก ซึ่งใช้เวลานานกว่าและมีความเสี่ยงสูงกว่า
และในเชิงการรักษาคน พนักงานที่มีศักยภาพสูงมักเป็นกลุ่มที่ตลาดต้องการมากที่สุด การมองไม่เห็นพวกเขาจึงมีต้นทุนสองต่อ
วิธีระบุกลุ่มศักยภาพสูงในองค์กร
กระบวนการที่น่าเชื่อถือต้องใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ใช่จากความเห็นของหัวหน้าคนเดียว
| ขั้นตอน | สิ่งที่ทำ | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| 1. นิยามว่าโตไปเป็นอะไร | ระบุบทบาทเป้าหมายที่องค์กรต้องการคนในอีก 3-5 ปี | เกณฑ์ที่อิงความต้องการจริง |
| 2. คัดจากผลงานก่อน | ใช้ผลประเมินที่ผ่านการปรับเทียบแล้วเป็นเกณฑ์ตั้งต้น | ฐานที่เชื่อถือได้ |
| 3. ประเมินศักยภาพแยกต่างหาก | ดูความคล่องตัวในการเรียนรู้ ความสามารถเชิงกลยุทธ์ และการนำผู้อื่น | แยกศักยภาพจากผลงาน |
| 4. ตรวจสอบความปรารถนา | ถามตรงว่าต้องการรับบทบาทที่ใหญ่ขึ้นหรือไม่ และพร้อมแลกอะไร | ลดการลงทุนผิดคน |
| 5. ทบทวนร่วมกันเป็นรอบ | ให้ผู้บริหารหลายคนพิจารณาร่วมกันปีละครั้ง | ลดอคติของผู้ประเมินคนเดียว |
ขั้นตอนที่ 4 เป็นขั้นที่องค์กรข้ามบ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุที่ทำให้โครงการพัฒนาผู้นำหลายแห่งมีคนถอนตัวกลางคัน
พนักงานบางคนทำงานได้ดีมากและเรียนรู้เร็ว แต่ไม่ต้องการบทบาทบริหาร ซึ่งเป็นทางเลือกที่ถูกต้องของเขา และองค์กรควรมีเส้นทางผู้เชี่ยวชาญรองรับ
ตัวอย่างในบริบทธุรกิจไทย
สมมติกลุ่มโรงแรมแห่งหนึ่งมี 12 สาขา และวางแผนขยายอีก 5 สาขาภายในสี่ปี ซึ่งหมายถึงต้องมีผู้จัดการทั่วไปเพิ่มอย่างน้อย 5 คน
วิธีเดิมคือเลื่อนผู้จัดการฝ่ายที่ผลงานดีที่สุดของแต่ละสาขา แต่พบว่าหลายคนทำได้ดีในงานเฉพาะด้านแต่บริหารภาพรวมไม่ไหว
ฝ่าย HR จึงเปลี่ยนกระบวนการ เริ่มจากนิยามว่าผู้จัดการทั่วไปในอนาคตต้องทำอะไรได้บ้าง แล้วประเมินผู้สมัครภายในด้วยสามด้านแยกกัน
ในการสัมภาษณ์เรื่องความปรารถนา พบว่าผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มคนหนึ่งซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเต็งไม่ต้องการย้ายไปต่างจังหวัด ขณะที่ผู้จัดการฝ่ายต้อนรับอีกคนที่ไม่เคยถูกพิจารณาแสดงความสนใจชัดเจนและมีคะแนนด้านการเรียนรู้สูง
องค์กรจึงปรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ และออกแบบเส้นทางพัฒนาที่ให้แต่ละคนได้รักษาการในบทบาทที่กว้างขึ้นก่อนถึงเวลาจริง
ข้อควรระวัง
High-Potential Identification ไม่ใช่การจัดกลุ่มถาวร สถานะนี้ควรถูกทบทวนทุกปี เพราะทั้งผลงาน ความสนใจ และสถานการณ์ชีวิตของคนเปลี่ยนได้
ไม่ควรเปิดเผยรายชื่ออย่างเป็นทางการโดยไม่คิดให้รอบคอบ การประกาศรายชื่อสร้างแรงกดดันกับคนในกลุ่ม และสร้างความรู้สึกถูกตัดออกกับคนที่เหลือ ซึ่งมักเป็นคนส่วนใหญ่ที่ทำงานให้องค์กรเดินได้
ไม่ควรใช้เกณฑ์ที่สะท้อนความคล้ายกับผู้บริหารปัจจุบัน เพราะจะทำให้องค์กรได้ผู้นำแบบเดิมซ้ำไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ความท้าทายข้างหน้าอาจต้องการคนละแบบ
และการระบุจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาตามมาจริง การติดป้ายว่าเป็นกลุ่มศักยภาพสูงแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในหนึ่งปี มักทำให้คนกลุ่มนั้นลาออกเร็วกว่าเดิม เพราะถูกยืนยันว่าเก่งแต่ไม่มีเส้นทาง
