เมื่อองค์กรโตขึ้น ชื่อตำแหน่งมักเพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนงานที่แตกต่างกันจริง
ผลลัพธ์คือองค์กรที่มีตำแหน่งหลายร้อยชื่อ แต่ไม่มีใครตอบได้ว่าตำแหน่งไหนอยู่ระดับเดียวกับตำแหน่งไหน
Job Architecture คือโครงสร้างที่ทำให้คำถามนี้มีคำตอบ ด้วยการจัดกลุ่มงานและระดับงานให้อยู่บนตรรกะเดียวกันทั้งองค์กร
บทความนี้จะอธิบายว่า Job Architecture คืออะไร ทำไมจึงเป็นรากฐานของงาน HR ด้านอื่น และจะเริ่มวางได้อย่างไร
Job Architecture คืออะไร
Job Architecture คือกรอบโครงสร้างที่จัดระเบียบตำแหน่งงานทั้งหมดขององค์กร โดยระบุว่างานแต่ละงานอยู่ในสายงานใด (Job Family) ประเภทใด (Job Function) และอยู่ที่ระดับใด (Job Level)
องค์ประกอบหลักมี 4 ส่วน ได้แก่ Job Family คือกลุ่มงานที่ใช้ความเชี่ยวชาญร่วมกัน เช่น การเงิน การขาย วิศวกรรม
Job Level คือระดับความรับผิดชอบและผลกระทบของงาน ซึ่งใช้เกณฑ์เดียวกันข้ามทุกสายงาน
Career Track คือเส้นทางเติบโต ซึ่งโดยทั่วไปแยกเป็นสายบริหาร (Managerial) และสายผู้เชี่ยวชาญ (Individual Contributor)
และ Job Title Convention คือกติกาการตั้งชื่อตำแหน่งที่สอดคล้องกับระดับและสายงาน
ทำไม Job Architecture จึงสำคัญ
Job Architecture เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่งาน HR ด้านอื่นวางอยู่บนนั้น หากโครงสร้างนี้ไม่ชัด งานปลายทางจะเพี้ยนตามกันหมด
โครงสร้างค่าตอบแทนต้องอ้างอิงระดับงาน หากไม่มีระดับที่เทียบกันได้ การเทียบเงินเดือนกับตลาดจะทำไม่ได้
เส้นทางอาชีพต้องอ้างอิงลำดับระดับ หากไม่มีลำดับที่ชัด พนักงานจะไม่รู้ว่าก้าวต่อไปคืออะไรและต้องมีอะไรเพิ่ม
การวางแผนกำลังคนต้องอ้างอิงกลุ่มงาน หากทุกตำแหน่งเป็นชื่อเฉพาะตัว การรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์จะทำไม่ได้เลย
และเมื่อองค์กรจะย้ายไปสู่การทำงานแบบอิงทักษะ Job Architecture คือชั้นที่รองรับการเชื่อมทักษะเข้ากับบทบาท
วิธีวาง Job Architecture ในองค์กร
การวาง Job Architecture ควรเริ่มจากการลดความซับซ้อนก่อน ไม่ใช่การเพิ่มรายละเอียด
| ขั้นตอน | สิ่งที่ทำ | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| 1. รวบรวมตำแหน่งทั้งหมด | ดึงรายชื่อตำแหน่งจริงจากระบบ HRIS และตรวจกับหน่วยงาน | ภาพจริงของจำนวนตำแหน่ง |
| 2. จัดกลุ่มสายงาน | รวมงานที่ใช้ความเชี่ยวชาญเดียวกันเป็น Job Family | จำนวนสายงานที่จัดการได้ |
| 3. นิยามระดับงาน | กำหนดเกณฑ์ระดับด้วยขอบเขตผลกระทบ ความซับซ้อน และการตัดสินใจ | ระดับที่เทียบข้ามสายงานได้ |
| 4. จัดตำแหน่งเข้าระดับ | ประเมินค่างานแต่ละตำแหน่งเข้าสู่ระดับที่เหมาะสม | แผนที่ตำแหน่งทั้งองค์กร |
| 5. วางกติกาการตั้งชื่อ | กำหนดรูปแบบชื่อตำแหน่งและกระบวนการอนุมัติตำแหน่งใหม่ | โครงสร้างที่ไม่บานปลายอีก |
หลักปฏิบัติที่ช่วยได้มากคือ กำหนดจำนวนระดับให้น้อยที่สุดเท่าที่อธิบายความแตกต่างของงานได้จริง องค์กรขนาดกลางส่วนใหญ่ใช้ประมาณ 6-9 ระดับก็เพียงพอ
อีกข้อคือ ต้องมีเจ้าของกระบวนการที่ชัดเจน มิฉะนั้นภายในหนึ่งถึงสองปีจะมีตำแหน่งใหม่ที่ไม่เข้าโครงสร้างเกิดขึ้นอีก
ตัวอย่างในบริบทธุรกิจไทย
สมมติกลุ่มบริษัทค้าส่งแห่งหนึ่งเติบโตจากการซื้อกิจการ ทำให้มีสามบริษัทย่อยที่ใช้ระบบตำแหน่งงานคนละแบบ
ปัญหาที่เกิดคือ ตำแหน่ง “ผู้จัดการฝ่าย” ในบริษัทหนึ่งดูแลทีม 40 คน ขณะที่อีกบริษัทดูแลทีม 4 คน แต่ได้ระดับเงินเดือนใกล้เคียงกัน
เมื่อจะโยกย้ายคนข้ามบริษัทในกลุ่ม จึงไม่มีใครตอบได้ว่าการย้ายครั้งนั้นคือการเลื่อนตำแหน่งหรือการย้ายในระดับเดิม
ฝ่าย HR กลางจึงวาง Job Architecture ร่วมกัน โดยนิยามระดับด้วยขอบเขตผลกระทบต่อธุรกิจแทนการใช้จำนวนลูกน้อง แล้วจัดทุกตำแหน่งของทั้งสามบริษัทเข้าโครงสร้างเดียว
ผลคือการโยกย้ายภายในกลุ่มทำได้เร็วขึ้น การเทียบค่าตอบแทนกับตลาดทำได้จริง และผู้บริหารเห็นภาพกำลังคนของทั้งกลุ่มในมุมมองเดียวกันเป็นครั้งแรก
ข้อควรระวัง
Job Architecture ไม่ใช่ผังองค์กร ผังองค์กรบอกสายบังคับบัญชา ส่วน Job Architecture บอกว่างานแต่ละงานมีคุณค่าและระดับอย่างไร ซึ่งอาจไม่ตรงกัน
ไม่ใช่โครงการที่ทำครั้งเดียวจบ ธุรกิจที่เปลี่ยนย่อมทำให้เกิดบทบาทใหม่ ควรมีรอบทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง
และไม่ควรออกแบบให้ละเอียดเกินความจำเป็น โครงสร้างที่มีระดับมากเกินไปจะสร้างแรงกดดันให้ต้องเลื่อนตำแหน่งบ่อยเพียงเพื่อรักษาคน ซึ่งทำให้ระดับสูญเสียความหมาย
ข้อสุดท้ายคือ การจัดตำแหน่งเข้าระดับควรอิงการประเมินค่างานที่มีเกณฑ์ ไม่ใช่การต่อรองระหว่างหน่วยงาน หากขาดกระบวนการประเมินที่มีโครงสร้าง โครงสร้างที่วางไว้จะถูกกัดกร่อนตั้งแต่ปีแรก
