ใบลาออกคือข้อมูลที่มาถึงช้าที่สุด
เมื่อพนักงานยื่นใบลาออก การตัดสินใจเกิดขึ้นไปแล้วหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก่อนหน้านั้น
Flight Risk Analysis คือการใช้ข้อมูลที่องค์กรมีอยู่แล้ว เพื่อระบุว่าใครมีแนวโน้มจะลาออกก่อนที่การตัดสินใจนั้นจะสิ้นสุด
บทความนี้จะอธิบายว่า Flight Risk Analysis คืออะไร ใช้สัญญาณอะไรบ้าง ทำอย่างไร และมีข้อควรระวังอะไรที่ HR ต้องเข้าใจ
Flight Risk Analysis คืออะไร
Flight Risk Analysis คือการวิเคราะห์เพื่อประเมินความน่าจะเป็นที่พนักงานคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งจะลาออกภายในช่วงเวลาข้างหน้า โดยอาศัยข้อมูลเชิงพฤติกรรมและข้อมูลบริบทของการทำงาน
ต่างจาก Turnover Rate ซึ่งเป็นตัวเลขย้อนหลังที่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว Flight Risk Analysis เป็นการมองไปข้างหน้า
ระดับของการวิเคราะห์มีตั้งแต่แบบง่ายไปจนถึงแบบซับซ้อน แบบง่ายคือการใช้เกณฑ์สัญญาณเตือนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
แบบซับซ้อนคือการใช้แบบจำลองทางสถิติที่เรียนรู้จากข้อมูลการลาออกในอดีตขององค์กรเอง เพื่อให้คะแนนความเสี่ยงรายบุคคล
องค์กรส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากระดับแรกมากกว่าที่คิด และไม่จำเป็นต้องมีทีมวิทยาศาสตร์ข้อมูลจึงจะเริ่มได้
ทำไม Flight Risk Analysis จึงสำคัญ
ต้นทุนของการลาออกไม่ได้อยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการสรรหาเท่านั้น แต่รวมถึงเวลาที่ตำแหน่งว่าง ผลิตภาพที่หายไปในช่วงส่งมอบงาน และความรู้เฉพาะที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้
ยิ่งเป็นตำแหน่งที่หายากในตลาด ต้นทุนรวมยิ่งสูงกว่าที่ปรากฏในงบประมาณของฝ่ายสรรหา
การรู้ล่วงหน้าทำให้องค์กรมีทางเลือกที่ยังใช้ได้ เช่น การปรับขอบเขตงาน การเปิดโอกาสโยกย้ายภายใน หรือการแก้ปัญหาเฉพาะที่เป็นสาเหตุจริง
เมื่อการตัดสินใจสิ้นสุดแล้ว ทางเลือกที่เหลือมักมีเพียงการเสนอเงินเพิ่ม ซึ่งเป็นวิธีที่แพงที่สุดและได้ผลระยะสั้นที่สุด
วิธีทำ Flight Risk Analysis ในองค์กร
จุดเริ่มต้นที่ทำได้จริงคือการรวบรวมสัญญาณที่องค์กรมีข้อมูลอยู่แล้ว แล้วดูว่ากลุ่มไหนมีสัญญาณซ้อนกันหลายตัว
| กลุ่มสัญญาณ | ตัวอย่างข้อมูลที่ใช้ | สิ่งที่บอก |
|---|---|---|
| เส้นทางเติบโต | ระยะเวลาในตำแหน่งเดิม การไม่ได้เลื่อนระดับติดต่อกัน | ความรู้สึกว่าเส้นทางตัน |
| ค่าตอบแทน | ตำแหน่งในช่วงเงินเดือน การเทียบกับตลาด | ความเสี่ยงจากข้อเสนอภายนอก |
| ความสัมพันธ์กับหัวหน้า | การเปลี่ยนหัวหน้า ความถี่ของการพูดคุยตัวต่อตัว | คุณภาพการสนับสนุนรายวัน |
| ภาระงาน | ชั่วโมงทำงานเกินปกติต่อเนื่อง วันลาที่ไม่ถูกใช้ | ความเสี่ยงภาวะหมดไฟ |
| สัญญาณจากการรับฟัง | คะแนน eNPS ที่ลดลง ความเห็นใน Pulse Survey | แนวโน้มความผูกพันที่เปลี่ยน |
ลำดับการทำงานที่แนะนำคือ เริ่มจากวิเคราะห์การลาออกย้อนหลัง 18-24 เดือน เพื่อดูว่าสัญญาณใดปรากฏจริงในองค์กรของตน
จากนั้นจึงกำหนดเกณฑ์ความเสี่ยง ทดลองใช้กับหนึ่งหน่วยธุรกิจก่อน แล้ววัดว่าการคาดการณ์แม่นเพียงใดก่อนขยายผล
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการกำหนดว่าเมื่อพบความเสี่ยงแล้วจะทำอะไรต่อ เพราะการวิเคราะห์ที่ไม่มีแผนตอบสนองจะกลายเป็นรายงานที่ไม่มีใครใช้
ตัวอย่างในบริบทธุรกิจไทย
สมมติบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลางแห่งหนึ่งพบว่าอัตราการลาออกของทีมพัฒนาระบบสูงกว่าส่วนอื่นอย่างชัดเจน แต่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน
ฝ่าย HR จึงย้อนดูข้อมูลผู้ที่ลาออกในสองปีที่ผ่านมา และพบรูปแบบร่วมกันว่า ส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งเดิมเกิน 30 เดือน เคยเปลี่ยนหัวหน้าภายใน 6 เดือนก่อนลาออก และมีวันลาสะสมที่ไม่ได้ใช้จำนวนมาก
เมื่อนำเกณฑ์สามข้อนี้มาคัดกรองพนักงานปัจจุบัน พบกลุ่มเสี่ยงประมาณ 20 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่หัวหน้าสายงานดูแลได้จริง
สิ่งที่องค์กรทำต่อไม่ใช่การเสนอเงินเพิ่ม แต่ให้หัวหน้าจัดการสนทนาเรื่องเส้นทางอาชีพกับแต่ละคน และเปิดให้สมัครโครงการภายในที่ใช้ทักษะต่างจากงานประจำ
ผ่านไปสองไตรมาส อัตราการลาออกของกลุ่มนี้ต่ำกว่ากลุ่มเทียบเคียงในปีก่อนอย่างชัดเจน และประเด็นเรื่องเส้นทางอาชีพถูกยกขึ้นมาแก้ในระดับโครงสร้าง
ข้อควรระวัง
Flight Risk Analysis ไม่ใช่การเฝ้าระวังพนักงาน การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น หรือการติดตามพฤติกรรมนอกขอบเขตงาน จะทำลายความไว้วางใจเร็วกว่าประโยชน์ที่ได้ และมีประเด็นด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องพิจารณา
ไม่ควรเปิดเผยคะแนนความเสี่ยงรายบุคคลอย่างกว้างขวาง เพราะการรู้ว่าตนถูกจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงอาจกลายเป็นคำทำนายที่ทำให้ตัวเองเป็นจริง
ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับตัดสินใจเรื่องการเลื่อนตำแหน่งหรือการมอบหมายงานสำคัญ ข้อมูลนี้มีไว้เพื่อสนับสนุน ไม่ใช่เพื่อคัดกรอง
และไม่ควรตีความความสัมพันธ์ทางสถิติเป็นสาเหตุ ตัวเลขบอกได้ว่าใครน่าจะเสี่ยง แต่บอกไม่ได้ว่าทำไม คำตอบนั้นต้องมาจากการสนทนากับคนจริง ซึ่งจะได้ผลก็ต่อเมื่อองค์กรมีกระบวนการรับฟังและประเมินที่มีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว
