การเลิกจ้างพนักงาน ที่ขึ้นศาลแรงงาน แล้วบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

เลิกจ้างพนักงาน แล้วบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย..

HR ควรรู้ !!

ตัวอย่าง..การเลิกจ้างพนักงาน ที่ขึ้นศาลแรงงาน แล้วบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย..

ฎีกาที่ 5463/2555 เลิกจ้างตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานย่อมมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

“ลูกจ้างอ้างว่าการที่ลูกจ้างไม่มาทำงานในวันที่ 8 และ 9 เมษายน 2547 นั้น ลูกจ้างได้ยื่นใบลาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2547 แต่นายจ้างมีคำสั่งไม่อนุมัติในวันที่ 8 เมษายน 2547 ไม่ตรงกับวันที่ลูกจ้างยื่นใบลานายจ้างจะอ้างว่าไม่อนุมัติการลาในวันที่ 8 และ 9 เมษายน 2547 ไม่ได้ การที่นายจ้างอ้างว่าลูกจ้างขาดงานและลงโทษตัดคะแนนทางวินัยลูกจ้างรวม 80 คะแนน และเลิกจ้างลูกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น

เห็นว่า คำสั่งของนายจ้าง เรื่องการลงและการขาดงาน ข้อที่ 9.1 ให้ความหมายของการขาดงานไว้ (ก) ว่า หมายถึง พนักงานซึ่งไม่ได้มาปฏิบัติงานในวันทำงานปกติของตนยกเว้นกรณีที่ได้รับอนุมัติใบลาแล้ว เมื่อนายจ้างไม่อนุมัติใบลาของลูกจ้าง จึงต้องถือว่าลูกจ้างขาดงานไปในวันที่ 8 และ 9 เมษายน 2547 ยิ่งไปกว่านั้น การตัดคะแนนทางวินัยในครั้งที่ 3 จำนวน 40 คะแนนตามเอกสารที่นายจ้างอ้างก็เป็นการตัดคะแนนสำหรับการไม่ปฏิบัติงานถึง 9 วันรวมกัน หาใช่เพียงวันที่ 8 และ 9 เมษายน 2547 ที่ลูกจ้างอ้างว่าได้ยื่นใบลาก่อนแล้วไม่ เมื่อตามคำสั่งของนายจ้าง เรื่อง วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 2.2 ระบุบทลงโทษไว้ว่า ความผิดฐานละทิ้งหน้าที่ ขาดงานในครั้งที่ 3 ตัดคะแนน 40 คะแนนหรืออก และข้อ 2.4 ระบุโทษปลดออกไว้ว่า

กระทำต่อเมื่อพนักงานได้กระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นไล่ออกหรือถูกตัดคะแนนทางวินัยสะสมรวมกันถึง 80 คะแนน หรือมากกว่านั้นขึ้นไปในปีปฏิทินนั้น การที่นายจ้างลงโทษตัดคะแนนในครั้งที่ 3 จำนวน 40 คะแนน รวมกับการลงโทษตัดคะแนนในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ครั้งละ 20 คะแนน รวมเป็นคะแนนที่ถูกตัด 80 คะแนน และมีคำสั่งเลิกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม”

ย่อมาจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5463/2555

 

สนใจติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เทคนิค ขั้นตอน วิธีการได้อีกทางนึงที่ เพจเฟสบุ้ครู้ทัน HR ครับ https://www.facebook.com/thaihrpro/

สัญญาจ้าง

สัญญานายจ้างและลูกจ้าง

วันนี้เรามาพูดถึงสัญญากันเล็กน้อยครับ

ทราบหรือไม่ว่า การที่นายจ้างและลูกจ้างทำสัญญาต่อกันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม เพื่อป้องกันนายจ้างและลูกจ้างฟ้องร้องต่อกันเมื่ออีกฝ่ายผิดสัญญานัั้น ในทางกฎหมายมันมีผลแค่บางกรณีเท่านั้น เอ๊ะ ยังไง

กรณีที่ว่านี้คือ สัญญานั้น จะต้องไม่ขัดกับหลักของกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย และเป็นธรรม อย่างแรกเลย ถ้านายจ้างเอาเปรียบลูกจ้างด้วยการกดดันให้ออก แล้วจ่ายเงินชดเชยไม่เป็นไปตามกฎหมาย จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม หากเหตุผลนั้น การจ่ายค่าชดเชยนั้น ขัดกับหลักกฎหมายแล้ว จะถือว่าเป็นโมฆะ หากลูกจ้างนำไปฟ้องร้อง มีโอกาสสูงที่นายจ้างจะแพ้คดี

เช่น นายจ้างให้ลูกจ้างออกโดยให้เหตุผลว่า ผลประกอบการไม่ดี บริษัทขาดทุน โดยยอมจ่ายค่าชดเชยให้ตามสมควร และให้ลงชื่อในเอกสารไม่ฟ้องร้องกับนายจ้าง แต่หากภายหลังปรากฎว่า บริษัทมิได้ขาดทุน แค่ผลประกอบการลดลง (รายได้ลดลง แต่ยังไม่ถึงขาดทุน) อย่างนี้ เหตุผลที่ใช้ในการเลิกจ้่างลูกจ้างก็เป็นการโกหกเสียแล้ว เพราะนายจ้างแจ้งว่าขาดทุน แต่จริงๆ ยังไม่ขาดทุน ดังนั้น หากมีการฟ้องร้องจากลูกจ้าง ก็มีโอกาสสูงที่ลูกจ้างจะชนะ และได้รับเงินค่าชดเชยเพิ่มขึ้น อันเนื่องจากสัญญาที่ลงรายมือชื่อไปนั้นเป็นโมฆะ

ดังนั้น นายจ้างจะทำสิ่งใด ลูกจ้างจะทำสิ่งใด ก็ควรทำให้ถูกต้อง ตามหลักของกฎหมายทุกประการ เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้องในภายหลัง และเพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองหลังจากการถูกเลิกจ้างทั้งฝั่งนายจ้างเองและฝั่งลูกจ้างด้วยนะครับ

ขอขอบคุณกรณีตัวอย่างดีๆ จากคุณวิชัญ กรุงเทพเอชอาร์เอ็ม ครับ