นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีความผิด ต้องจ่ายค่าชดเชยไหม

HR ควรรู้ !!
นายจ้างรู้หรือไม่…เลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีความผิด…ต้องจ่ายค่าชดเชยลูกจ้าง..ด้วยนะ !! ตอนที่ 1

 

ติดตามตอนต่อไปได้ที่นี่!

  • สนใจหลากหลายเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ฟอลโล่วเพจของเราได้ที่ https://www.facebook.com/thaihrpro/
  • ถ้าคุณกำลังมองหา โปรแกรมเงินเดือน สมัยใหม่ ที่ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ล่าสุด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ EZY-HR

 

มดขี้เกียจ

มดขยันและมดขี้เกียจ (ตอนจบ)

สวัสดีครับ มาต่อกันอีกครั้งกับเรื่อง มดขยันและมดขี้เกียจ ครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงประโยคที่ตัวเอกของเราได้กล่าวคำที่ทำให้ผมสะดุดใจมาประโยคหนึ่งยาวๆ ครั้งนี้ เราจะมาคุยกันถึงเรื่อง เราได้อะไรจากเรื่อง มดขยันและมดขี้เกียจ

สำหรับมุมมองของผมแล้ว ถ้าจะบอกว่า คำกล่าวของตัวเองไม่ผิดนัก ก็คงจะถูกต้อง เพราะถ้าเราเอาคนที่เก่งที่สุดในห้อง 10 คนมาทำข้อสอบ 10 ข้อ แล้วตัดคะแนนที่ 7 ถือว่าเก่งล่ะก็ ทั้ง 10 คนก็คงจะอยู่ในระดับเก่งทั้งหมด แต่ถ้าเราเข้าไปดูรายละเอียดของคะแนน มีคนได้ 10 คะแนน 2 คน ได้ 9 คะแนน 5 คน และ 8 คะแนน 3 คน เราก็คงบอกได้ว่า คนได้ 8 คะแนน เป็นคนไม่เก่งนั่นเอง

กลับมาเรื่องมด หากเปรียบเทียบกับคนในองค์กรแล้ว ก็คงจะมีคน 20% ซึ่งผมขอเรียกว่า “เป็นคนที่ขยันน้อยกว่าคนอื่น” ก็แล้วกัน ถ้าเราไล่คนกลุ่มนี้ออก ด้วยการประเมินผลแล้วบอกว่า เพราะคุณไม่ขยัน คุณขี้เกียจ สุดท้าย 20% ของคนทีเหลือก็จะกลายเป็นขี้เกียจต่อไป กลายเป็นวงกลมไม่จบสิ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคิดต่อ ไม่ใช่จะไล่ออกอย่างไร แต่ทำอย่างไรจึงจะให้คนกลุ่มนี้ ทำงานได้อย่างเต็มความสามารถของเค้าต่างหาก เพราะไมใช่เขาไม่ขยัน ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ เพียงแต่มันน้อยกว่าคนส่วนใหญ่เท่านั้นเอง ถูกมั้ยครับ

แน่นอนว่า คนบางคนก็ไม่ได้ขี้เกียจหรือไม่ขยัน แต่เขาไม่ต้องการทำตัวเด่น ไม่ต้องการแย่งชิงกับใคร ทำงานแบบปิดทองหลังพระ ขยันในตอนที่คนอื่นไม่รู้ก็มี ถ้าเราประเมินแล้ว เขาทำงานดี งานไม่บกพร่อง ไม่เคยทำผิด ก็ไม่ต้องไปไล่เขาออกหรือขจัดเขาออกไปก็ได้ (ยกเว้นขี้เกียจหรือไม่ไหวจริงๆ อ่ะนะ อย่างสายทุกวันเป็นกิจนิจหรือส่งงานล่าช้าตลอด) คุณเก็บเขาไว้ เขาก็ยังสร้างประโยชน์ให้คุณได้ เผลอๆ เขาอาจจะมีอะไรที่คุณยังไม่รู้และสามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กรในภายภาคหน้าได้อีกด้วย

มดขยัน

มดขยันและมดขี้เกียจ (ตอนแรก)

สวัสดีครับ อาจจะงงๆ กับหัวข้อสักหน่อย ว่า เอ๊ะ นี่มันเว็บไซด์ hr หรือสารคดีเรื่องสัตว์โลกเนี่ย ก็ต้องขอบอกว่า เว็บไซด์ hr นี่แหละครับ แต่หัวข้อในวันนี้เราจะเอาเรื่องมดมาเป็นอย่างกัน

เรื่องของเรื่องเนี่ย พอดีผมได้อ่านนิยายเรื่องหนึ่งเข้า มีฉากหนึ่งที่มีคนถามพระเอกว่า ทำไมคุณที่เป็นคนที่เอื่อยเฉื่อย ขี้เกียจ งานอดิเรกบ้าๆ บอๆ และมักสอบได้ที่สุดท้ายหรือเกือบสุดท้ายเสมออย่างคุณ ถึงกลายมาเป็นคนที่เก่งกาจได้

สิ่งที่เค้าตอบกลับมา ก็คือ “เคยได้ยินมาว่า 10 ถึง 20% ของมดในรังหนึ่งๆ นั้น เป็นพวกขี้เกียจ แต่ถ้าคุณเอาพวกขี้เกียจออกไปล่ะก็ 20% ของมดขยันทำงานที่เหลือ จะกลายเป็นพวกขี้เกียจทันที ตอนที่ถูกผู้บังคับบัญชาดุด่าอยู่ เรื่องนี้ก็ได้หลุดจากปากผมออกไป ซึ่งคิดว่าคงมีระดับบิ๊กที่ไหนได้ยินเข้า ดังนั้นถ้าจะรวบรวมคนที่มีความสามารถล่ะก็ มันก็เป็นการฉลาดกว่าที่จะรวบรวมพวกขี้เกียจเข้าไปด้วยตั้งแต่แรก แทนที่จะปล่อยให้ 20% ของคนมีความสามารถกลายเป็นพวกขี้เกียจ จริงมั้ย?”

เมื่ออ่านจบ ผมนิ่งคิดไปสักพักนึง แล้วก็ได้คำตอบออกมา…

ครั้งหน้า เราจะมาต่อกันครับ ว่าเราได้อะไรจากคำพูดประโยคนี้บ้าง

 

ลงทุนในสภาพเศรษฐกิจไม่ดี

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนที่ 3 : การเลือกลงทุน

เมื่อพี่บี มองเห็นภาพรวมกว้างๆ ของกองทุน แล้ว ทีนี้ แล้วลงทุนระดับไหนล่ะถึงจะดี หรือจะเอาระดับ 8 ทองคำเลยดี เสี่ยงสูงผลตอบแทนก็น่าจะสูง ใช่ครับผมไม่เถียง แต่อยากบอกว่า แล้วเรารับได้หรือเปล่ากับความเสี่ยงนั้น อย่าคิดแต่จะได้รับผลตอบแทนสูงๆ เชียวนะครับ เพราะเวลากองทุนพวกนี้โฆษณาในโทรศัพท์ให้เราฟังกัน มักจะประมาณการผลตอบแทนให้ฟังกันเสียสวยหรู 10%บ้าง 15% บ้าง แต่ไม่เคยบอกเลยว่า แล้วมีโอกาสขาดทุนมั้ยหรือสักเท่าไหร่กัน ตอนจบมีแค่ประโยคสั้นๆ การลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน มีความเสี่ยง บลาๆๆๆๆ บางคนฟังอาจจะไม่ได้คิดให้ดี คิดแต่เพียงว่า กำไรดี ก้ไปลงทุนเท่านั้น

ศึกษาการลงทุนเพิ่มเติม

ผมแจ้งพี่บีไปว่า เมื่อพี่รู้แบบนี้แล้ว พี่ควรลองไปศึกษาเพิ่มว่า แต่ละธนาคาร มีกองทุน RMF อะไรบ้าง ระดับความเสี่ยงไหน เมื่อเลือกได้แล้ว ลองศึกษาดูว่า กองทุนนั้นๆ ลงทุนในอุตสาหกรรมอะไร เช่น สื่อสาร ทองคำ ธนาคาร หรือก่อสร้าง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ ว่าควรจะลงทุนอะไรดี รวมถึงค่าธรรมเนียมของแต่ละกองทุน จำนวนเงินขั้นต่ำในการลงทุนแต่ละครั้ง เพราะงบประมาณของพี่บีคือ เดือนละ 1000 บาท แต่บางกองทุนจำเป็นต้องซื้อขั้นต่ำครั้งละ 2000 บาท หรือ 5000 บาท ก็ทำให้ไม่สามารถซื้อได้

สรุป

สำหรับการเลือกกองทุน สิ่งที่ผมแนะนำไปคือ หากไม่ต้องการไปผูกพันกับภาวะเศรษฐกิจมาก ก็ควรเลือกกองทุนรวมที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ปัจจัย 4 เครื่องอุปโภคบริโภค การรักษาพยาบาล เรื่องเหล่านี้ คนเราต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีขนาดไหน คนเราก็ต้องกินต้องใช้ และถ้าป่วยก็ต้องรักษา ดังนั้น การลงทุนในประเภทนี้ จะมีภาษีดีกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นพวกของฟุ่มเฟือย หรือของที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น การผลิตเครื่องจักร การผลิตรถยนต์ เป็นต้น

ใช้มือถือช่วยในการเช้คอินเวลาทำงานของพนักงาน

โมบายแอพพลิเคชั่น : เช้คอิน – เช้คเอาท์ เวลาทำงาน

เมื่อวันก่อน ผมพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยี Cloud ที่เข้ามาช่วยในการทำงาน วันนี้ผมขอพูดเรื่องการใช้งานมือถือที่นำมาใช้กับงาน hr ได้บ้างนะครับ

สัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสทดสอบระบบมือถือ โปรแกรม hr ตัวหนึ่ง ที่เข้ามาเสนอในบริษัท ใน app นั้น จะเชื่อมต่อการทำงานกับ hr ได้ ใช้ขอลา ขอโอที และอื่นๆ ได้ (ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง) ทั้งยังสามารถเช็คอินเช็คเอ๊าการทำงานประจำวันจากบน app ได้อีกด้วย บ๊ะ อะไรจะขนาดนั้น ผมลองดูแล้ว ประโยชน์ของมันนี่ เหมือนฟ้ามาโปรดชัดๆ

ข้อแรก พนักงานที่ต้องออกไปทำงานข้างนอกตลอด เช่น พนักงานที่ต้องอยู่หน้างาน, พนักงานขาย, พนักงาน PC ประจำห้างหรือบูทหรือประจำสาขา สามารถนำ app นี้ไปใช้ได้หมด ที่บริษัทจะทราบทันทีว่าพนักงานมาทำงานหรือยัง มาสายมั้ย คนขาดหรือไม่
ข้อสอง พนักงานที่รับงานเป็นจ๊อบๆ เช่น แมสเซนเจอร์ ก็สามารถนำไปใช้งานได้เหมือนกัน โดยเมื่อถึงแต่ละจุดก็ให้ทำการเช็คอิน ณ จุดนั้น เป็นการยืนยันตัวตนว่าเรามาแล้ว แล้วก็จ่ายเงินตามตกลงกัน จะตามระยะทางหรือตามจ้างก็ว่ากันไป

ข้อดี

1. ระบบนอกจากจะยอมให้เช็คอินบนมือถือได้แล้ว ยังจับ location เหมือนเวลาเราเช็คอินบน facebook ได้อีกด้วย ทำให้ทราบตำแหน่งที่แน่นอนของผู้ที่ไปว่า ไม่ได้โมเมนอนอยู่ที่แล้วแล้วบอกเราว่าไปพบลูกค้าวันนี้ นอกจากนี้ระบบยังจับจาก device id ของเครื่องอีกด้วย ทำให้ไม่อาจเช็คอินแทนกันได้ เพราะระบบจะฟ้องเลยว่า คุณใช้เครื่องเดียวกันมาเช็คอิน ก็ไปไล่เบี้ยเอาทีหลังได้
2. ระบบยอมให้เช็คอิน แต่ไม่ยอมให้พนักงานมองเห็นแผนที่และไม่ยอมให้ลากจุดที่ต้องการเช็คอินได้ด้วย ทำให้ยากที่พนักงานจะโกงจุดเช็คอินได้
3. ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องสแกนนิ้ว สแกนบัตร หรือจ้าง hr ประจำหน้างานที่อาจจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนักเพียง 1-2 คน ลงได้ เพราะมือถือในยุคปัจจุบัน แต่ละคนก็มีสมาร์์ทโฟนกันเกือบหมดแล้ว หรืออาจจะประยุกต์ไปใช้เป็นบริษัท ลงทุนซื้อไว้ 1 เครื่องติดตั้งที่หน้างาน อย่างเดียวเลยก็ได้ (เครื่องถูกๆ ก็พอนะครับ เดี๋ยวจะโดนขโมย)

ข้อเสีย

1. ถ้า internet ไม่มี ก็จบข่าวสิครับ เพราะต้องทำงานผ่านระบบ internet ถ้าต้องไปในที่ห่างไกล ไร้สัญญาณล่ะจะทำยังไง
2. ถ้าพนักงานลงทุนซื้อไว้อีกเครื่องให้เพื่อนช่วยเช็คอินแทนกัน จะทำอย่างไร แต่ข้อนี้ แก้ไขได้ด้วยการให้ฝ่าย hr ทำการบันทึก device id ของพนักงานท่านั้นเอาไว้ก่อน เพื่อเปรียบเทียบกันได้ แต่ถ้าพนักงานจะลงทุนเอาเครื่องหลักตัวเองไปให้เพื่อน แล้วซื้ออีกเครื่องมาใช้งาน ถ้าทำจริงๆ ผมก็ยอมซูฮกให้ล่ะ
3. ถ้าพนักงานลืมเช็คอินจะทำอย่างไร …. ก็ต้องมีมาตรการจัดการภายในกันเองล่ะครับ สุดวิสัยจริงๆ ที่จะเตรียมรับมือ

ถ้าหากสรุปแล้ว เทียบข้อดีข้อเสีย ก็ยังนับว่า ข้อดีมีภาษีดีกว่า สำหรับข้อเสีย เรายังสามารถกำหนดมาตรการภายในบริษัทเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านี้ได้ ฉะนั้นแล้ว บริษัท ห้างร้าน กิจการใดที่กำลังประสบปัญหาที่เข้าข่ายลักษณะนี้ จะลองหาซื้อมาใช้งานก็น่าจะเป็นประโยชนอย่างมากครับ