HR สมัยใหม่ มองหาพนักงานแบบไหน

ปัจจุบัน เรากำลังเข้าสู่เทคโนโลยี 4.0 ครับ ดังนั้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงมีสูงมาก และเป็นการ Global World Wide ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เราไม่ได้มีผลกระทบกับคนทั้งโลกอีกต่อไป ดังนั้นแล้ว พนักงานแบบไหนล่ะ ที่พนักงานมองหาอยู่

ทักษะแรก คงหนีไม่พ้นเรื่องของภาษา : เพราะโลกยุคปัจจุบัน เป็นสังคมออนไลน์ สิ่งที่เราค้นหาบน website จึงมีทั้งภาษาไทย อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเราอาจจะต้องติดต่อ ค้นหาข้อมูล หรืออื่นๆ ดังนั้น การเรียนรู้ภาษาที่สอง สาม สี่ จึงเป็นเรื่องสำคัญ และทำให้เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น
ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต : คงเคยได้ยินใช่ไหมครับว่าจงทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วเสมอ เพื่อพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้กับชีวิต และพัฒนาตัวเราเองอยู่เสมอ ซึ่งการทำงานก็เป็นไปตามที่ว่ามานี้ สิ่งที่เรารู้ดีอยู่แล้ว อาจจะมีคนอื่นทำได้ดีกว่าเรา เร็วกว่าเรา เชี่ยวชาญกว่าเราก็ได้ และเราควรเรียนรู้จากคนเหล่านั้น เพื่อพัฒนาตัวเราเองและงานให้ดีขึ้น

ทักษะการคิด ตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า : การคิดไม่ใช่เพียงแต่คิดได้ แต่ต้องคิดให้เป็นและคิดให้ทันด้วย เพราะบางครั้ง การเจรจาธุรกิจเขาจะไม่บอกเราตรงๆ มันจะมีนัยยะแฝงอยู่เสมอ หากเราคิดไม่ทัน มองไม่ออก อาจเสียโอกาสเหล่านั้นไป และเมื่อคิดได้แล้ว ต้องตอบให้เป็น ตัดสินใจดำเนินการ เหล่านี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จของเราให้มากขึ้น
ทักษะการวิเคราะห์และสังเคราะห์ : เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้เป็นถึงเนื้องาน ปัญหา สิ่งที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้สามารถทราบถึงสิ่งที่บริษัทต้องการและทำงานได้อย่างถูกต้อง และเมื่อวิเคราะห์ได้แล้ว เราก็ต้องสังเคราะห์ให้ได้ว่า แล้วเราควรทำอย่างไรล่ะ เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของการทำงานนั้นๆ วางลำดับขั้นตอน หนึ่ง สอง สาม เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย

ทักษะการเข้าสงคม : อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ปัญหานี้ปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาใหญ่ มีบ่อยครั้งที่พนักงานเป็นคนเก็บตัว ไม่คบหาสมาคมกับใคร พูดน้อย หรือไม่ก็สุดโต่งไปอีกฝั่งอย่างพวกมั่นใจในตนเอง ไม่ฟังใคร อีโก้สูง สิ่งเหล่านี้ ทำให้ทีมเกิดความแตกแยก ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้เกิดปัญหาในการทำงานบ่อยครั้ง และด้วยสังคม Social ในปัจจุบัน ทำให้คนมักมองโทรศัพท์มากกว่ามองหน้าเพื่อน ดังนั้น จึงควรปรับปรุงตัวเองในเรื่องนี้ด้วย
ทักษะอดทนและขยันทำงาน : อดทนและขยันทำงาน มันก็เรื่องพื้นๆ นี่นา ใช่ครับ มันพื้นๆ แต่นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่บริษัทจะเจอในหมู่พนักงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มั่นใจในตนเอง มีความคิดเป็นของตัวเอง ทำงานได้ไม่เท่าไหร่ ไม่ชอบใจก็ลาออก ไม่ชอบนายจ้าง ไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน ก็ลาออก ไม่เข้าใจกระบวนการทำงานแบบบริษัท ทำงานไม่ได้ก็ลาออก เราจึงเห็นคนรุ่นใหม่หันมาเปิดกิจการเป็นของตัวเองมากขึ้น เพราะเขาต้องการเป็นนายของตัวเองด้วยความฝันอันสวยหรู เช่นธุรกิจยอดฮิตอย่างร้านกาแฟ
ทักษะพิเศษ : เช่นความรู้เฉพาะทางที่เรามี ซึ่งเหล่านี้จะทำให้เราได้รับการจ้างที่ง่ายขึ้น เพราะเป็นทักษะที่หายาก ซึ่งจะทำให้ได้รับค่าจ้างที่แพงขึ้นด้วย เช่น ทักษะทางด้านรังสี ทักษะด้านการแพทย์
ยังมีอีกมากครับ ที่จะทำให้เราได้รับการจ้างที่ง่ายขึ้น แต่เหล่านี้ที่ได้กล่าวไปแล้วล้วนเป็นแกนหลักที่สำคัญที่จะทำให้เราได้รับการจ้างงานมากขึ้นครับ

 

ถ้าสนใจโปรแกรมเงินเดือนที่ใช้บริหารงานบุคคลสมัยใหม่ ติดต่อ EZY-HR เพื่อทดลองใช้ได้ที่ http://www.ezy-hr.com/

Positioning การวางคุณค่าในตัวเอง

สวัสดีครับ ช่วงนี้งานผมค่อนข้างยุ่ง อาจจะไม่ได้มาเขียนบทความบ่อยนัก แต่ก็จะพยายามมาเขียนให้ได้บ่อยที่สุดนะครับ สำหรับในวันนี้ เราจะมาคุยเรื่อง Positioning การวางคุณค่าในตัวเองกันครับ

positioning-hr

คำว่า Positioning จริงๆ แล้วศัพท์ค่อนไปทางการตลาดนะครับ แต่ถ้ามองว่า พนักงานก็คือสินค้าชิ้นหนึ่งที่สามารถซื้อขายได้ (จ้างหรือไม่จ้าง) ก็ใช้คำๆ นี้ได้เหมือนกัน แล้ว Positioning ของพนักงานในแง่ของสินค้าคืออะไรล่ะ มันคือเรื่องของตำแหน่งครับ

เมื่อเรามาสมัครงาน ในครั้งแรกเราต้องเลือกสมัครก่อนว่า เราจะสมัครตำแหน่งใด นายจ้างจะทำการสัมภาษณ์และทำการวัดคุณค่าของเราว่า สมควรจ้างหรือไม่ ถ้าจ้าง เหมาะกับตำแหน่งใด เงินเดือนควรเป็นเท่าใด นั่นคือการกำหนดคุณค่าของเราโดยนายจ้าง

แต่เมื่อเราได้ทำงานจริงแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำคือ การวางคุณค่าในตัวเราให้เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นหรือสูงกว่า เช่น หากได้รับการจ้างในตำแหน่งพนักงานขาย เราสนใจที่จะเป็นคนขายไปตลอดหรือไม่ หรือเราต้องการเพิ่มคุณค่าของเราให้มากกว่านั้น จากขายอย่างเดียว ก็อาจจะเพิ่มการให้คำปรึกษากับลูกค้าเข้าไปด้วย คอยติดตามดูแลลูกค้า เอาใจใส่ แล้วเรายังจะเรียกตัวเองว่า เป็นแค่พนักงานขายได้หรือเปล่า คุณค่าในตัวเรามีมากกว่านั้นแน่นอน

เมื่อเราทำผลงานได้ดี นายจ้างย่อมเห็นความสำคัญ ลูกค้าเห็นความสำคัญ คู่แข่งเห็นความสำคัญ ดังนี้แล้ว ความก้าวหน้าของเราก็จะก้าวหน้าไปไม่มีที่สิ้นสุดครับ

ลองถามใจตัวเองดูครับ ณ ตอนนี้ เราวางคุณค่าในตัวเองไว้ที่ตรงไหน เปลี่ยนตอนนี้ ยังไม่สายเกินไปครับ

 

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ thaihrpro.com
และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ที่ Facebook ThaiHRPRO
สนใจ โปรแกรมบริหารงานบุคคล สมัยใหม่ ที่ไม่ใช่แค่โปรแกรมเงินเดือน -> EZYHR

อัตราภาษีฉบับใหม่ 2560

และแล้ว ประกาศที่ทุกคนรอคอยก็ประกาศใช้เสียที กับอัตราภาษีและค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฉบับใหม่ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา

ภาษี2560

ที่มา กรมสรรพากร, เฟซบุ๊ก กรมสรรพากร (Revenue Department)

 

เนื้อหาของประกาศ ก็เป็นไปตามข่าวก่อนหน้านี้ โดยสามารถสรุปใจความสำคัญได้คือ

1. คู่สมรสไม่มีเงินได้ เปลี่ยนจาก 30,000 เป็น 60,000 แต่หากมีเงินได้และต้องการยื่นรวม ให้เพิ่มจาก 60,000 บาท เป็น 120,000 บาท

2. ค่าลดหย่อนส่วนตัว เปลี่ยนจาก 30,000 เป็น 60,000

3. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เปลี่ยนจาก 60,000 และไม่เกิน 40% ของเงินได้ เป็น 100,000 และไม่เกิน 50% ของเงินได้

4. ค่าลดหย่อนบุตร เปลี่ยนจาก 15,000 และ 17,000 เป็น 30,000 อัตราเดียว ไม่จำกัดจำนวน เว้นแต่จะมีบุตรบุญธรรม ให้ยื่นรวมได้ไม่เกิน 3 คน โดยให้นับบุตรทุกคนทั้งที่ได้รับลดหย่อนและไม่ได้รับ

5. เงินได้มากกว่า 4 ล้านบาทขึ้นไป คิดภาษี 35% เปลี่ยนเป็น มากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป

ทันทีที่ประกาศฉบับนี้ประกาศใช้ มีคนโทรศัพท์มาบ่นกับผมทันทีว่า เสียภาษีเยอะขึ้น ผมแปลกใจมาก ค่าลดหย่อนเพิ่มขึ้นหลายอย่างขนาดนี้ แล้วทำไมถึงเสียภาษีเยอะขึ้น

หลังจากถามไถ่กันสักพัก ได้ความว่า อ่านกฎหมายแล้ว จากที่เคยลดหย่อนบาทแรกถึง 150,000 บาท ตอนนี้ต้องเอามาคิดภาษีด้วย ทำให้เยอะขึ้น ผมรีบแจ้งทันทีว่า พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 470 ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ดังนั้น เงินได้ จะได้รับการยกเว้น 150,000 เหมือนเดิม ไม่ต้องนำมาคำนวณ ถ้าย้อนไปดูฉบับเก่าๆ ก็จะพบว่า มีการประกาศในลักษณะนี้เหมือนกันทุกฉบับ คือคิดตั้งแต่บาทแรก แต่เราจะต้องนำ ประกาศฉบับที่ 470 มาใช้ประกอบด้วยเสมอ

ดังนั้น คำนวณภาษีแล้ว อย่าลืมนำประกาศยกเว้นเงินได้ฉบับที่ 470 มาคำนวณรวมกันด้วยนะคร้าบ!!!!

อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

เมื่อวานนี้ มีประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ ๖) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาครับ ซึ่งทั้งลูกจ้างและนายจ้างควรรีบดำเนินการโดยเร็ว เพราะใบประกาศไม่ใช่เพียงใช้เพื่อบอกมาตรฐานลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังเป็นใบรับรองด้วยว่า ลูกจ้างคนนั้นๆ สามารถทำงานในหน้าที่นั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง อันเป็นประโยชน์ทั้งต่อลูกจ้าง และนายจ้างเอง รวมถึงเมื่อมีการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ และนายจ้างก็ยังได้ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ลูกจ้างอีกด้วย

ประกาศนี้จะมีผลบังคับใช้ในอีก 90 วันข้างหน้า ซึ่งมีเวลาพอให้นายจ้างและลูกจ้างได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างถูกต้องครับ โดยประกาศมีเนื้อหาดังนี้

ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ข้อ ๒ ในประกาศนี้ “มาตรฐานฝีมือ” หมายความว่า มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม การพัฒนาฝีมือแรงงาน

ข้อ ๓ อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือในแต่ละสาขาอาชีพและในแต่ละระดับ ให้เป็นดังนี้

(๑) สาขาอาชีพช่างเทคนิคเขียนแบบเครื่องกล ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยหกสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยห้าสิบบาท

(๒) สาขาอาชีพช่างเชื่อมทิกสําหรับอุตสาหกรรมจักรกลและโลหะการ ระดับ ๑ เป็นเงิน ไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละหกร้อยบาท

(๓) สาขาอาชีพช่างเทคนิคระบบส่งกําลัง ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยห้าสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยสี่สิบบาท

(๔) สาขาอาชีพช่างเทคนิคระบบไฮโดรลิก ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยหกสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยห้าสิบบาท

(๕) สาขาอาชีพช่างเชื่อมระบบท่อในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทําความเย็น ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยแปดสิบห้าบาท

(๖) สาขาอาชีพช่างเทคนิคเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละ สามร้อยแปดสิบห้าบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยเจ็ดสิบบาท

(๗) สาขาอาชีพช่างเทคนิคห้องเย็นขนาดเล็ก ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสามร้อย แปดสิบห้าบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยเจ็ดสิบบาท

(๘) สาขาอาชีพพนักงานประกอบเครื่องปรับอากาศ ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสามร้อย เจ็ดสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยห้าสิบห้าบาท หน้า ๑๓ เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ มกราคม ๒๕๖๐

(๙) สาขาอาชีพช่างเทคนิคเครื่องกัดอัตโนมัติ ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยห้าสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยสี่สิบบาท

(๑๐) สาขาอาชีพช่างเทคนิคเครื่องอีดีเอ็ม ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยสามสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยสิบห้าบาท

(๑๑) สาขาอาชีพช่างเทคนิคเครื่องไวร์คัทอีดีเอ็ม ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อย สามสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยสิบห้าบาท

(๑๒) สาขาอาชีพช่างขัดเงาแม่พิมพ์ ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสามร้อยแปดสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยห้าสิบห้าบาท

ข้อ ๔ เพื่อประโยชน์ตามข้อ ๓ (๑) ถึง (๑๒) คําว่า “วัน” หมายถึง เวลาทํางานปกติ ของลูกจ้าง

ข้อ ๕ นายจ้างที่ให้ลูกจ้างทํางานในตําแหน่งงานหรือลักษณะงานที่ต้องใช้ทักษะฝีมือ ความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานฝีมือในสาขาอาชีพและระดับใด ไม่ว่าจะครอบคลุมมาตรฐานฝีมือ นั้นทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดก็ตาม ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้าง ตามมาตรฐานฝีมือในสาขาอาชีพและระดับนั้น

ข้อ ๖ ภายใต้บังคับข้อ ๕ ลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือในสาขาอาชีพและ ระดับใด ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศนี้มีผลใช้บังคับ หากประสงค์จะใช้สิทธิให้ยื่นหนังสือรับรองว่าเป็น ผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือในสาขาอาชีพและระดับนั้นแก่นายจ้างโดยเร็ว เมื่อนายจ้างได้รับหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้จ่ายค่าจ้างตามอัตราในประกาศนี้ให้แก่ ลูกจ้างนับแต่วันที่ได้หนังสือรับรองเป็นต้นไป

ความเข้าใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีเพื่อน hr มาบ่นกับผมครับ ได้ไปอ่านบทความมาจาก web แห่งหนึ่ง อ่านแล้วไม่ชอบใจอย่างมาก ผมก็ถามว่า อ้าวทำไมล่ะ เค้าบอกว่า คนเขียนเขียนได้แย่มาก เขียนเอามัน เขียนเอาสนุก เขียนเข้าข้างพนักงานแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงเลย… เอ มันเรื่องอะไรกันหว่า

 

ผมก็เลยไปตามหาอ่านบทความที่ว่า และก็ได้เรื่อง…

จากที่ผมอ่าน ผมสรุปใจความได้ว่า การที่พนักงานต้องแหกตาตื่นตี 4 ตี 5 ไปทำงานทุกวันนี้ มันส่งผลแย่ต่อพนักงาน ทำให้พนักงานสุขภาพย่ำแย่ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหารถติด ปัญหาการสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ที่จะเป็นอย่างนี้อย่างน้อยอีก 1-4 ปี แล้วแต่เส้นทางนั้น ทำให้พนักงานไปทำงานไม่ค่อยจะทัน ต้องตื่นเร็วขึ้น ออกเร็วขึ้น เพื่อบริหารเวลาในการไปทำงานให้ทันเวลาเข้างาน hr ก็ช่างใจร้ายไม่เข้าใจพนักงานเสียเลยว่าพนักงานต้องผจญกับวิบากกรรมอะไรบนท้องถนนบ้าง บ้านผมอยู่ไกลนะ เข้าใจผมบ้าง

ผมขอมองแบบเป็นกลางเลยนะครับ ที่เจ้าของบทความเขียนมานั้น ก็ถูกอยู่ ก็ถนนกำลังทำ รถไฟฟ้ากำลังสร้าง มันก็เลยติด จะให้ผมทำอย่างไร แต่ว่านะครับ ข้อแรก เลยนะครับ คนไทยมักจะสมัครงานกับบริษัทใหญ่ๆ สวัสดิการดีๆ เงินเดือนสูงๆ เมื่อเราตัดสินใจสมัครงานที่ไหน เราคำนึงถึงแต่สิ่งเหล่านี้หรือครับ คำตอบคือไม่ ยังมีเรื่องการเดินทาง วิธีการเดินทาง จำนวนชั่วโมงการเดินทาง จำนวนวันหยุดประจำสัปดาห์ โบนัส ฯลฯ เมื่อคุณเลือกที่จะสมัครงานกับที่ไหนแล้ว แปลว่าคุณตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้วว่า เรายอมรับกฎกติกาของบริษัทที่เราจะไปทำ ยอมรับสภาพแวดล้อมของการทำงาน ยอมรับกฎระเบียบของบริษัท สิ่งที่เราได้มากับเวลาที่เสียไปมันจะคุ้มค่ากัน ดังนั้น การเรียกร้องว่า บ้านชั้นไกล ขอมาทำงานสาย มีการทุบสะพาน ขอมาช้าหน่อย การนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นข้อต่อรองกับนายจ้าง ผมว่าไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ เพราะคุณกำลังเอาเรื่องส่วนตัวมาต่อรองกับบริษัท ผมถามว่า ถ้าอ้างว่ารถติด บ้านไกล ทำไมไม่หาที่ทำงานใกล้ๆ กับที่พักล่ะครับ

ไม่ใช่ว่าผมไม่เข้าใจฝั่งพนักงานนะครับ แต่ว่า กฎระเบียบบริษัทถูกออกแบบมาเพื่อให้พนักงานมีวินัยในการทำงาน หากพนักงานคนนึงทำผิดได้ คนอื่นก็ทำผิดได้เช่นกัน แล้วจะมีกฎของบริษัทเอาไว้ทำไม อย่างไรก็ตาม ถ้ามีเหตุการณ์สุดวิสัยจริงๆ เช่น มีการกำหนดรื้อสะพานข้ามแยก เป็นเวลา  2 สัปดาห์ มีการปิดถนนเพิ่มอีกฝั่งละเลน เหลือเพียงไปกลับได้ฝั่งละเลน อันนี้ก็พอจะมาคุยกับทาง hr เป็นกรณีๆ ไปได้และมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน แต่ไม่ใช่ว่า มาอ้างว่า ทุกวันนี้รถติด ขอมาทำงานสาย 30 นาทีละกันนะ ไม่งั้นชั้นจะลาออกย้ายที่ทำงาน ถ้าแบบนี้ ผมว่าลาออกเถอะครับ เพราะคุณเองก็เหนื่อยจากการเดินทาง ทางบริษัทก็ต้องเสียงานเสียการ ยิ่งถ้าคุณอยู่ในตำแหน่งที่มีผลกระทบกับเพื่อนร่วมงานด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรใหญ่ และคุณเองก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเพื่อนร่วมงานนำไปทำต่อๆ กันด้วย และท้ายสุด จะส่งผลต่อการประเมินประจำปีของตัวคุณเองด้วยครับ

การต่อรองกับนายจ้างในบางเรื่องบางครั้ง เป็นสิ่งที่ทำได้นะครับ หากจำเป็น แต่ไม่ควรทำพร่ำเพรื่อหรือเมื่อยังมีทางเลือกอื่น เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าคุณไม่ใช่คนที่นายจ้างรักจริงๆ การต่อรองของคุณก็จะทำให้คุณไปจากเขาเร็วขึ้นครับ นายจ้างควรเข้าใจลูกจ้างก็สำคัญ แต่ลูกจ้างก็ต้องเข้าใจนายจ้างด้วยเช่นกันนะครับ

การลงทุนกับโปรแกรม hr

ezyhrsample

สวัสดีครับ วันนี้จะมาคุยเรื่องเบาๆ สักเล็กน้อย เรื่องความคุ้มค่ากับการลงทุนซื้อโปรแกรม hr ครับ

สำหรับนายจ้างที่มีพนักงานไม่มากนัก การลงทุนซื้อโปรแกรม hr สักตัวหนึ่ง อาจจะไม่ได้สำคัญเท่าไหร่ ยิ่งถ้าเงื่อนไขการจ่ายไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนแล้ว Excel ธรรมดาๆ ก็คงช่วยได้

แล้วทำไมเราต้องลงทุนกับโปรแกรม hr แพงๆ ล่ะ???

ข้อ 1 Excel เราต้องมานั่งทำทุกอย่างเองครับตั้งแต่การออกแบบไฟล์ การสร้างสูตร หากสร้างสูตรผิด ทุกอย่างก็จะผิดเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ทำให้ผิดพลาดได้ง่าย และตรวจสอบย้อนหลังค่อนข้างยาก เพราะทุกอย่างตัวเลขมันเชื่อมกันหมดอัตโนมัติ ไม่เหมือนโปรแกรม ที่จะมีการพักตัวเลขเป็นช่วงๆ ให้ส่งค่า ทำให้เราเช็คไปทีละสเต๊ปได้ว่า ตัวเลขจากตรงไหนกันแน่ที่เริ่มผิดเป็นที่แรก

ข้อ 2 คนที่จะมาทำ Excel ตรงนี้ได้ อย่างน้อยต้องมีความรู้เรื่องการทำเงินเดือน การคิดขาดลามาสาย การคิด OT  เพราะคุณต้องตรวจสอบกระทบยอดกลับในทุกขั้นตอนได้ว่า ตัวเลขผิด ผิดอย่างไร ผิดที่สูตร ผิดที่คนใส่ตัวเลข ถ้าสูตรผิด ต้องเป็นอย่างไรจึงจะถูก

ข้อ 3 คนทำ excel คือ พนักงานธรรมดาคนนึง ทำให้การผิดพลาดจาก human error เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า

ข้อ 4 เมื่อเราใช้โปรแกรม ทุกอย่างเราทำงานบนโปรแกรมทั้งหมด ถ้าโปรแกรมดีๆ จะจัดการงานเอกสารทั้งหมดบนโปรแกรมไปด้วย มีการแจ้งเตือน ประมวลผลค่าต่างๆ ให้เสร็จสรรพ ทำให้ลดต้นทุนการใช้กระดาษ ลดเวลาการทำงานจากการบันทึกงานจากกระดาษเข้าระบบ ลดการสูญหายของข้อมูลกระดาษ การเก่าเก็บ หรือมีผู้ขอดูแล้วเอกสารหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกสารสำคัญ

โปรแกรมในตลาดปัจจุบัน มีให้เลือกมากมายหลายบริษัท ทั้งจากในและต่างประเทศ มีทั้งแบบติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ (มีเซอร์เวอร์) และแบบใช้งานผ่าน web (มีหรือไม่ต้องมีเซอร์เวอร์) ให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย มีทั้งแบบราคาย่อมเยาว์ไม่กี่พันไปจนถึงราคาหลักล้าน ดังนั้น หากต้องการเปลี่ยนมาใช้เป็นโปรแกรม hr สักตัว ก็ควรศึกษาและดูรายละเอียดแต่ละโปรแกรมให้ดีว่าตอบสนองต่อความต้องการของเราได้มากน้อยเพียงใด

ข้อดีอีกข้อที่ผมเคยเห็นมากับตาจากการที่ผมรับจ้างทำเงินเดือนก็คือ พนักงานที่เคยขาดงาน มาสายกันอย่างมากในแต่ละเดือนนั้น เมื่อเริ่มมีการใช้งานโปรแกรม ภายในปีเดียว ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า มันจะทำให้พนักงานลดอัตราการมาสายและขาดงานลงได้ชงัดอย่างมาก ผมเชื่อว่าเหตุผลมาจากการที่เมื่อเราใช้โปรแกรมทำเงินเดือนแล้ว เราจะไม่มีการอะลุ่มอล่วยกันอีก เพราะโปรแกรมไม่มีคำว่าหยวนๆ หรือไว้ครั้งหน้า อาจถือได้ว่า นี่เป็นข้อดีอีกข้อของโปรแกรมก็ได้ครับ

 

สนใจ โปรแกรมเงินเดือน ที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์การทำงานของ HR สมัยใหม่ รองรับทั้งบนพีซีและมือถือ ดูได้ที่นี่

จ่ายค่าจ้างเมื่อลูกจ้างเกษียณ

Retirement Where to Go

ต้นปีนี้มีข่าวใหญ่หลายเรื่องที่กระทบกับพนักงานและนายจ้างค่อนข้างมากนะครับ ต้องติดต่อข่าวให้ดีว่าสุดท้ายแล้วจะจบอย่างไร เริ่มต้นเมื่อไหร่

เรื่องแรก การจะขึ้นเพดานอัตราค่าจ้างที่นำมาใช้ในการคำนวณอัตรานำส่งประกันสังคมจาก 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท (T T) สำหรับคนที่รายได้ไม่ถึง 15,000 บาท ก็คงไม่กระทบเท่าไหร่ เพราะยังไงก็คงจ่ายเท่าเดิม แต่สำหรับคนที่เกินแล้ว ก็จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มอย่างเลี่ยงไม่พ้นครับ ค่อนข้างแน่นนอนว่าจะใช้อัตรานี้แน่ๆ เพียงแต่รอการประกาศใช้อย่างเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งเพดานใหม่นี้จะรวมถึงอัตราต่ำสุดที่นำมาคำนวณด้วย แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่า เพดานขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้นจาก 1,650 บาท ขึ้นมาเป็นเท่าใด

เรื่องที่สอง พรบ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการเกษียณอายุของลูกจ้าง โดยกำหนดให้พนักงานเมื่ออายุครบ 60 ปี ให้นายจ้างจ่ายค่าเกษียณอายุให้กับลูกจ้าง ซึ่งครม.มีมติเห็นชอบแล้ว ก็คงต้องรอการประกาศใช้ต่อไปว่าสุดท้ายแล้ว ตัวเลขที่ออกมาในกฎหมายและบทลงโทษนายจ้าง รวมถึงเงื่อนไขการจ่ายจะเป็นอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับนี้จะเป็นผลดีต่อลูกจ้างที่ขาดการวางแผนทางการเงินหลังเกษียณครับ

เรื่องที่สาม ประกันสังคมได้จัดทำ MOU กับโรงพยาบาลและสถานพยาบาลบางส่วนแล้วเกี่ยวกับการทำฟันที่สามารถทำฟันได้โดยไม่จำเป็นต้องสำรองจ่ายไปก่อน โดยจะนำร่องในโรงพยาบาลบางส่วนก่อน จากนั้นจะขยายต่อไปยังสถานพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นผลดีต่อลูกจ้าง โดยเฉพาะลูกจ้างรายวัน เพราะเงินค่าทำทันตกรรมที่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนนั้น ก็ถือเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยครับ

ประกาศ กองทุนรวม LTF

ประกาศฉบับใหม่เกี่ยวกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

ใครที่เสียภาษีอยู่ในปัจจุบัน คงไม่มีใครไม่รู้จักกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ใช่ไหมครับ วันนี้ ผมมีข่าวที่บีบคั้นหัวใจคนที่ชอบซื้อกองทุน LTF มาฝากกัน

อธิบดีกรมสรรพากร ได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 276) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา

ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปี 2562 ครับ เป็นการต่ออายุการนำกองทุนหุ้นระยะยาวมาใช้ลดหย่อนภาษีได้

การถือครองตามข้อ 1(2) คือ จะต้องถือครองเป็นจำนวน 7 ปีปฏิทิน นับอย่างไรจึงเรียก 7 ปีปฏิทิน ถ้าเราซื้อกองทุน LTF ในปี 2559 จะนับปี 2559 เป็นปีที่ 1 และนับไปเรื่อยๆ ก็จะได้ปี 2565 เป็นปีที่ 7 ดังนั้น เราจึงจะสามารถขายกองทุน LTF ที่เราซื้อในปี 2559 ได้ในปี 2565 ครับ อย่านับผิดเชียวนะครับ และอย่าลืมด้วย เพราะคิดไว้เสมอว่า “ขายผิดปี มีภาษีย้อนหลัง” ครับผม

สัญญาจ้าง

สัญญานายจ้างและลูกจ้าง

วันนี้เรามาพูดถึงสัญญากันเล็กน้อยครับ

ทราบหรือไม่ว่า การที่นายจ้างและลูกจ้างทำสัญญาต่อกันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม เพื่อป้องกันนายจ้างและลูกจ้างฟ้องร้องต่อกันเมื่ออีกฝ่ายผิดสัญญานัั้น ในทางกฎหมายมันมีผลแค่บางกรณีเท่านั้น เอ๊ะ ยังไง

กรณีที่ว่านี้คือ สัญญานั้น จะต้องไม่ขัดกับหลักของกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย และเป็นธรรม อย่างแรกเลย ถ้านายจ้างเอาเปรียบลูกจ้างด้วยการกดดันให้ออก แล้วจ่ายเงินชดเชยไม่เป็นไปตามกฎหมาย จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม หากเหตุผลนั้น การจ่ายค่าชดเชยนั้น ขัดกับหลักกฎหมายแล้ว จะถือว่าเป็นโมฆะ หากลูกจ้างนำไปฟ้องร้อง มีโอกาสสูงที่นายจ้างจะแพ้คดี

เช่น นายจ้างให้ลูกจ้างออกโดยให้เหตุผลว่า ผลประกอบการไม่ดี บริษัทขาดทุน โดยยอมจ่ายค่าชดเชยให้ตามสมควร และให้ลงชื่อในเอกสารไม่ฟ้องร้องกับนายจ้าง แต่หากภายหลังปรากฎว่า บริษัทมิได้ขาดทุน แค่ผลประกอบการลดลง (รายได้ลดลง แต่ยังไม่ถึงขาดทุน) อย่างนี้ เหตุผลที่ใช้ในการเลิกจ้่างลูกจ้างก็เป็นการโกหกเสียแล้ว เพราะนายจ้างแจ้งว่าขาดทุน แต่จริงๆ ยังไม่ขาดทุน ดังนั้น หากมีการฟ้องร้องจากลูกจ้าง ก็มีโอกาสสูงที่ลูกจ้างจะชนะ และได้รับเงินค่าชดเชยเพิ่มขึ้น อันเนื่องจากสัญญาที่ลงรายมือชื่อไปนั้นเป็นโมฆะ

ดังนั้น นายจ้างจะทำสิ่งใด ลูกจ้างจะทำสิ่งใด ก็ควรทำให้ถูกต้อง ตามหลักของกฎหมายทุกประการ เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้องในภายหลัง และเพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองหลังจากการถูกเลิกจ้างทั้งฝั่งนายจ้างเองและฝั่งลูกจ้างด้วยนะครับ

ขอขอบคุณกรณีตัวอย่างดีๆ จากคุณวิชัญ กรุงเทพเอชอาร์เอ็ม ครับ

การกระตุ้นการใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

เมื่อวานนี้ ได้ทราบข่าวว่า รัฐบาลเตรียมอนุมัติเงินเพื่อจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ไปขึ้นทะเบียนไว้กับทางรัฐบาล เพื่อนำไปใช้จ่ายในช่วงปลายปีนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ขอแสดงความยินดีกับผู้มีรายได้น้อยด้วยนะครับ

 

621-131018032747

 

ส่วนพนักงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ไป ทราบว่า ปลายปีนี้ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเหมือนเคย เช่นเดียวกับในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หรือการซื้อสินค้า OTOP ในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งก็คงต้องดูว่า จะเป็นไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้หรือไม่

สำหรับค่าใข้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว ยังนำไปหักลดหย่อนได้อยู่นะครับ อย่าลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีกันด้วยนะครับ