มดขี้เกียจ

มดขยันและมดขี้เกียจ (ตอนจบ)

สวัสดีครับ มาต่อกันอีกครั้งกับเรื่อง มดขยันและมดขี้เกียจ ครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงประโยคที่ตัวเอกของเราได้กล่าวคำที่ทำให้ผมสะดุดใจมาประโยคหนึ่งยาวๆ ครั้งนี้ เราจะมาคุยกันถึงเรื่อง เราได้อะไรจากเรื่อง มดขยันและมดขี้เกียจ

สำหรับมุมมองของผมแล้ว ถ้าจะบอกว่า คำกล่าวของตัวเองไม่ผิดนัก ก็คงจะถูกต้อง เพราะถ้าเราเอาคนที่เก่งที่สุดในห้อง 10 คนมาทำข้อสอบ 10 ข้อ แล้วตัดคะแนนที่ 7 ถือว่าเก่งล่ะก็ ทั้ง 10 คนก็คงจะอยู่ในระดับเก่งทั้งหมด แต่ถ้าเราเข้าไปดูรายละเอียดของคะแนน มีคนได้ 10 คะแนน 2 คน ได้ 9 คะแนน 5 คน และ 8 คะแนน 3 คน เราก็คงบอกได้ว่า คนได้ 8 คะแนน เป็นคนไม่เก่งนั่นเอง

กลับมาเรื่องมด หากเปรียบเทียบกับคนในองค์กรแล้ว ก็คงจะมีคน 20% ซึ่งผมขอเรียกว่า “เป็นคนที่ขยันน้อยกว่าคนอื่น” ก็แล้วกัน ถ้าเราไล่คนกลุ่มนี้ออก ด้วยการประเมินผลแล้วบอกว่า เพราะคุณไม่ขยัน คุณขี้เกียจ สุดท้าย 20% ของคนทีเหลือก็จะกลายเป็นขี้เกียจต่อไป กลายเป็นวงกลมไม่จบสิ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคิดต่อ ไม่ใช่จะไล่ออกอย่างไร แต่ทำอย่างไรจึงจะให้คนกลุ่มนี้ ทำงานได้อย่างเต็มความสามารถของเค้าต่างหาก เพราะไมใช่เขาไม่ขยัน ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ เพียงแต่มันน้อยกว่าคนส่วนใหญ่เท่านั้นเอง ถูกมั้ยครับ

แน่นอนว่า คนบางคนก็ไม่ได้ขี้เกียจหรือไม่ขยัน แต่เขาไม่ต้องการทำตัวเด่น ไม่ต้องการแย่งชิงกับใคร ทำงานแบบปิดทองหลังพระ ขยันในตอนที่คนอื่นไม่รู้ก็มี ถ้าเราประเมินแล้ว เขาทำงานดี งานไม่บกพร่อง ไม่เคยทำผิด ก็ไม่ต้องไปไล่เขาออกหรือขจัดเขาออกไปก็ได้ (ยกเว้นขี้เกียจหรือไม่ไหวจริงๆ อ่ะนะ อย่างสายทุกวันเป็นกิจนิจหรือส่งงานล่าช้าตลอด) คุณเก็บเขาไว้ เขาก็ยังสร้างประโยชน์ให้คุณได้ เผลอๆ เขาอาจจะมีอะไรที่คุณยังไม่รู้และสามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กรในภายภาคหน้าได้อีกด้วย