อัตราภาษีฉบับใหม่ 2560

และแล้ว ประกาศที่ทุกคนรอคอยก็ประกาศใช้เสียที กับอัตราภาษีและค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฉบับใหม่ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา

ภาษี2560

ที่มา กรมสรรพากร, เฟซบุ๊ก กรมสรรพากร (Revenue Department)

 

เนื้อหาของประกาศ ก็เป็นไปตามข่าวก่อนหน้านี้ โดยสามารถสรุปใจความสำคัญได้คือ

1. คู่สมรสไม่มีเงินได้ เปลี่ยนจาก 30,000 เป็น 60,000 แต่หากมีเงินได้และต้องการยื่นรวม ให้เพิ่มจาก 60,000 บาท เป็น 120,000 บาท

2. ค่าลดหย่อนส่วนตัว เปลี่ยนจาก 30,000 เป็น 60,000

3. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เปลี่ยนจาก 60,000 และไม่เกิน 40% ของเงินได้ เป็น 100,000 และไม่เกิน 50% ของเงินได้

4. ค่าลดหย่อนบุตร เปลี่ยนจาก 15,000 และ 17,000 เป็น 30,000 อัตราเดียว ไม่จำกัดจำนวน เว้นแต่จะมีบุตรบุญธรรม ให้ยื่นรวมได้ไม่เกิน 3 คน โดยให้นับบุตรทุกคนทั้งที่ได้รับลดหย่อนและไม่ได้รับ

5. เงินได้มากกว่า 4 ล้านบาทขึ้นไป คิดภาษี 35% เปลี่ยนเป็น มากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป

ทันทีที่ประกาศฉบับนี้ประกาศใช้ มีคนโทรศัพท์มาบ่นกับผมทันทีว่า เสียภาษีเยอะขึ้น ผมแปลกใจมาก ค่าลดหย่อนเพิ่มขึ้นหลายอย่างขนาดนี้ แล้วทำไมถึงเสียภาษีเยอะขึ้น

หลังจากถามไถ่กันสักพัก ได้ความว่า อ่านกฎหมายแล้ว จากที่เคยลดหย่อนบาทแรกถึง 150,000 บาท ตอนนี้ต้องเอามาคิดภาษีด้วย ทำให้เยอะขึ้น ผมรีบแจ้งทันทีว่า พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 470 ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ดังนั้น เงินได้ จะได้รับการยกเว้น 150,000 เหมือนเดิม ไม่ต้องนำมาคำนวณ ถ้าย้อนไปดูฉบับเก่าๆ ก็จะพบว่า มีการประกาศในลักษณะนี้เหมือนกันทุกฉบับ คือคิดตั้งแต่บาทแรก แต่เราจะต้องนำ ประกาศฉบับที่ 470 มาใช้ประกอบด้วยเสมอ

ดังนั้น คำนวณภาษีแล้ว อย่าลืมนำประกาศยกเว้นเงินได้ฉบับที่ 470 มาคำนวณรวมกันด้วยนะคร้าบ!!!!

ประกาศ กองทุนรวม LTF

ประกาศฉบับใหม่เกี่ยวกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

ใครที่เสียภาษีอยู่ในปัจจุบัน คงไม่มีใครไม่รู้จักกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ใช่ไหมครับ วันนี้ ผมมีข่าวที่บีบคั้นหัวใจคนที่ชอบซื้อกองทุน LTF มาฝากกัน

อธิบดีกรมสรรพากร ได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 276) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา

ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปี 2562 ครับ เป็นการต่ออายุการนำกองทุนหุ้นระยะยาวมาใช้ลดหย่อนภาษีได้

การถือครองตามข้อ 1(2) คือ จะต้องถือครองเป็นจำนวน 7 ปีปฏิทิน นับอย่างไรจึงเรียก 7 ปีปฏิทิน ถ้าเราซื้อกองทุน LTF ในปี 2559 จะนับปี 2559 เป็นปีที่ 1 และนับไปเรื่อยๆ ก็จะได้ปี 2565 เป็นปีที่ 7 ดังนั้น เราจึงจะสามารถขายกองทุน LTF ที่เราซื้อในปี 2559 ได้ในปี 2565 ครับ อย่านับผิดเชียวนะครับ และอย่าลืมด้วย เพราะคิดไว้เสมอว่า “ขายผิดปี มีภาษีย้อนหลัง” ครับผม

การกระตุ้นการใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

เมื่อวานนี้ ได้ทราบข่าวว่า รัฐบาลเตรียมอนุมัติเงินเพื่อจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ไปขึ้นทะเบียนไว้กับทางรัฐบาล เพื่อนำไปใช้จ่ายในช่วงปลายปีนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ขอแสดงความยินดีกับผู้มีรายได้น้อยด้วยนะครับ

 

621-131018032747

 

ส่วนพนักงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ไป ทราบว่า ปลายปีนี้ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเหมือนเคย เช่นเดียวกับในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หรือการซื้อสินค้า OTOP ในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งก็คงต้องดูว่า จะเป็นไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้หรือไม่

สำหรับค่าใข้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว ยังนำไปหักลดหย่อนได้อยู่นะครับ อย่าลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีกันด้วยนะครับ

ทริคในการลงทุนระยะยาว

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนจบ : ทริคในการลงทุน

นอกจากเรื่องการลงทุนแล้ว

ผมยังได้แนะนำทริคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการลงทุน ให้กับพี่บีไปอีกนิดหน่อย ที่นิดน่อยนี่ไม่ได้หวงอะไรนะครับ แต่เพราะพี่บียังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนจริง ดังนั้น การยัดเยียดอะไรที่มากเกินไปจะทำให้กังวลและลังเลที่จะลงทุนเสียเปล่าๆ ดังนั้น ให้พี่บีได้ลงทุนไปสักระยะแล้วเราค่อยๆ เติมไปจะดีกว่า
เช่น ถ้าภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่ไม่รู้จะลงทุนในกองทุนอะไรดี ไม่ต้องคิดมากครับ กองทุนรวม SET50 ไปเลย หรืออย่างถ้าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเริ่มขาลง ควรทำยังไง ก็ไม่ต้องคิดมากอีกเหมือนกัน กองุทนรวมตลาดเงินครับ
ตลอดระยะเวลาที่ผมได้คุยกับพี่บีนั้น ผมชอบตอนจบมาก ผมถามพี่บีว่า แล้วพี่สนใจจะลงทุนแบบไหนดีครับ พี่บีตอบกลับมาว่า ผมคงลงทุนในความเสี่ยงน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มทีหลังดีกว่า ผมว่านี่เป็นความคิดที่ดีมาก ถ้าเรายังไม่มั่นใจ ไม่มีประสบการณ์ เราก็ไม่ควรไปใส่กับมันเต็มที่ เราต้องเตรียมพร้อมความรู้และประสบการณ์ให้อย่างน้อยก็ในระดับที่มีคนมาเป่าหูเราแล้ว เราไม่หวั่นไหวไปเขาได้นั่นล่ะครับ เพราะไม่ว่าอนาคตจะได้มาก ได้น้อย เสียมาก เสียน้อย จะได้ไม่มานั่งเจ็บใจตัวเองในภายหลังว่า เพราะเรามันโง่ ไม่มีประสบการณ์ ละโมบโลภมากไป
ก็หวังว่าทุกคนจะลงทุนอย่างมีสตินะครีบ หากมีข้อสงสัยใดๆ สอบถามเพิ่มเติมเข้ามาได้ครับ ผมยินดีตอบครับ โดยพูดคุยกันเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page ของเรา -> รู้ทัน HR

ลงทุนในสภาพเศรษฐกิจไม่ดี

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนที่ 3 : การเลือกลงทุน

เมื่อพี่บี มองเห็นภาพรวมกว้างๆ ของกองทุน แล้ว ทีนี้ แล้วลงทุนระดับไหนล่ะถึงจะดี หรือจะเอาระดับ 8 ทองคำเลยดี เสี่ยงสูงผลตอบแทนก็น่าจะสูง ใช่ครับผมไม่เถียง แต่อยากบอกว่า แล้วเรารับได้หรือเปล่ากับความเสี่ยงนั้น อย่าคิดแต่จะได้รับผลตอบแทนสูงๆ เชียวนะครับ เพราะเวลากองทุนพวกนี้โฆษณาในโทรศัพท์ให้เราฟังกัน มักจะประมาณการผลตอบแทนให้ฟังกันเสียสวยหรู 10%บ้าง 15% บ้าง แต่ไม่เคยบอกเลยว่า แล้วมีโอกาสขาดทุนมั้ยหรือสักเท่าไหร่กัน ตอนจบมีแค่ประโยคสั้นๆ การลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน มีความเสี่ยง บลาๆๆๆๆ บางคนฟังอาจจะไม่ได้คิดให้ดี คิดแต่เพียงว่า กำไรดี ก้ไปลงทุนเท่านั้น

ศึกษาการลงทุนเพิ่มเติม

ผมแจ้งพี่บีไปว่า เมื่อพี่รู้แบบนี้แล้ว พี่ควรลองไปศึกษาเพิ่มว่า แต่ละธนาคาร มีกองทุน RMF อะไรบ้าง ระดับความเสี่ยงไหน เมื่อเลือกได้แล้ว ลองศึกษาดูว่า กองทุนนั้นๆ ลงทุนในอุตสาหกรรมอะไร เช่น สื่อสาร ทองคำ ธนาคาร หรือก่อสร้าง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ ว่าควรจะลงทุนอะไรดี รวมถึงค่าธรรมเนียมของแต่ละกองทุน จำนวนเงินขั้นต่ำในการลงทุนแต่ละครั้ง เพราะงบประมาณของพี่บีคือ เดือนละ 1000 บาท แต่บางกองทุนจำเป็นต้องซื้อขั้นต่ำครั้งละ 2000 บาท หรือ 5000 บาท ก็ทำให้ไม่สามารถซื้อได้

สรุป

สำหรับการเลือกกองทุน สิ่งที่ผมแนะนำไปคือ หากไม่ต้องการไปผูกพันกับภาวะเศรษฐกิจมาก ก็ควรเลือกกองทุนรวมที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ปัจจัย 4 เครื่องอุปโภคบริโภค การรักษาพยาบาล เรื่องเหล่านี้ คนเราต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีขนาดไหน คนเราก็ต้องกินต้องใช้ และถ้าป่วยก็ต้องรักษา ดังนั้น การลงทุนในประเภทนี้ จะมีภาษีดีกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นพวกของฟุ่มเฟือย หรือของที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น การผลิตเครื่องจักร การผลิตรถยนต์ เป็นต้น

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนที่ 2 : การลงทุนในอุตสาหกรรมของกองทุนรวม

กองทุนรวมนั้น นอกจากจะแบ่งระดับความเสี่ยงแล้ว ยังแบ่งประเภทของกองทุนเป็นแบบต่างๆ อีกหลายหลายประเภท (สามารถอ่านรายละเอียดแบบระเลียดได้ที่ https://www.set.or.th/education/th/begin/mutualfund_content02.pdf) และแต่ละกองทุนก็ยังลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ไม่แตกต่างกันอีกด้วย ฟังมาตั้งนาน พี่บีส่งสติ๊กเกอร์มาอันนึง “บร๊ะเจ้า” …. คงจะอึ้งไปล่ะมั้งว่า ทำไมมันยุ่งยากมากมายขนาดนี้ อันที่จริงผมจะแนะนำให้ไปซื้อกองทุนนั้นสิ กองทุนนี้สิเลยก็ได้ แต่พี่บีจะขาดความรู้ในการลงทุนในระยะยาว และไม่สามารถตัดสินใจเองได้ในอนาคตว่า กองทุนไหนน่าจะดี แบบไหนน่าจะเวิค เศรษฐกิจแบบนี้ ควรลงทุนแบบไหน

กองทุนที่พี่บีสนใจคือ RMF ซึ่งข้อดีของ RMF อยู่ที่มีการลงทุนที่หลากหลาย ถ้าเป็น LTF การลงทุนจะจำกัดแต่เฉพาะความเสี่ยงระดับ 6 เท่านั้น ซึ่งก็เป้นไปตามชื่อคือ กองทุนรวมหุ้น ก็ต้องลงทุนในหุ้นนั่นแหละครับ

RMF มีการกระจายการลงทุนตั้งแต่กองทุนรวมตลาดเงินเพื่อการเลี้ยงชีพ จนกระทั่งถึงกองทุนรวมทองคำเพื่อการเลี้ยงชีพ แต่ไม่มีการลงทุนในระดับอุตสาหกรรมเฉพาะ (ระดับ 7) นะครับการลงทุนก็มีตั้งแต่ลงทุนในตราสารเงิน อุตสาหกรรมธนาคาร ก่อสร้าง สื่อสาร หรืออาจจะรวมหลายๆ อุตสาหกรรมไว้ในกองทุนเดียวกันก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนแบบกว้างๆ หรือเน้นภาพรวม จะไม่เจาะจงในกลุ่มใดมากเกินไป เพราะอาจมีความผันผวนมากเกินไป เพราะจุดประสงค์คือ เพื่อไว้เลี้ยงชีพหลังเกษียณ ดังนั้น จึงควรมีความเสี่ยงน้อย หรือจะเป็นแบบลงทุนในบริษัทที่อยู่ใน SET 50 หรือ Set 100 หรือ MAIบางก็กองทุนก็ไมได้จำกัดในเรื่องของกลุ่มอุตสาหกรรม แต่จะมองไปที่ผลประกอบการ การปันผลต่างๆ แล้วไปลงทุนในบริษัทเหล่านั้นก็มี

ดังนั้น หากเราต้องการเลือกลงทุนแล้วล่ะก็ จำเป็นต้องศึกษาพวกกองทุนเหล่านี้ให้เข้าใจเสียใจ เพื่อจะได้ไม่เสียใจทีหลังว่าทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง

 

ลงทุน วัยเกษียณ

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนที่ 1 : มารู้จักกองทุนรวมกันเถอะ

สวัสดีครับ วันนี้ขอคุยเรื่องการลงทุนสักนิดหนึ่งครับ เรื่องของเรืองเกิดจากเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา น้องคนที่รู้จักเค้ามาให้ผมอธิบายให้กับเพื่อนของเค้าอีกทีเรื่องการลงทุนใน RMF เมื่อแอดไลน์กันเรียบร้อย ก็เริ่มพูดคุยกัน ผมขอสมมุติว่าพี่เขาชื่อ บี นะครับ

หลังจากสนทนากันไปพักนึงจึงสรุปได้ว่า

  1. ต้องการออมเดือนละ 1000 บาททุกเดือน
  2. การออมนี้จะต้องนำไปใช้สำหรับตอนเกษียณเท่านั้น
  3. พี่บีไม่มีความรู้อะไรเลยนอกจากรู้แค่ว่า RMF มันลดหย่อนภาษีได้ (เอิ่ม)

เริ่มแรก ด้วยที่เราก็เคยไปอบรมเกี่ยวกับการสอบ single license มาก่อน ก็ควรจะแนะนำข้อมูลให้กับพี่บีได้ทราบสักเล็กน้อยเกี่ยวกับการลงทุน แรกเริ่มเลย เราก็เตือนเขาไปว่า การลงทุน ไม่ใช่การฝากเงิน มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนหรือได้กำไรก็ได้ (จำมาจากเอกสารเป๊ะๆ ฮ่าฮ่า)

หลังจากนั้น ก็เริ่มสาธายายเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงก่อน (ขอหยิบยกข้อความแบบเป็นทางการมาให้อ่านแล้วกันนะครับ)

ระดับที่ 1 คือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) โดยจะลงทุนเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือตราสารทางการเงินในประเทศ ที่มีอายุสั้นไม่เกิน 1 ปี เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด และมีโอกาสผิดนัด ชำระหนี้น้อย และที่สำคัญ ได้กำไรแน่ๆ เพียงแต่จะได้น้อยมากๆ จนบางครั้งก็ต้องวัดใจกับดอกเบี้ยธนาคารเหมือนกันว่าอะไรจะมากกว่ากัน

ระดับที่ 2 คือ กองทุนแบบ Money Market แต่สามารถนำเงินบางส่วนไปลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศได้ ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากยังคงเน้นลงทุนในตราสารระยะสั้น ทำให้มีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำ แต่ก็เหมือนกับแบบตลาดเงินที่ยังคงได้กำไรแน่ๆ และก็น้อยนิดเหมือนกันเป๊ะๆ

ระดับที่ 3 คือ กองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแม้ว่าจะดูเหมือนมีความเสี่ยงที่ต่ำ แต่พันธบัตรมีช่วงอายุหลากหลาย และ กองทุนสามารถเลือกลงทุนในพันธบัตร หรือตราสารที่มีอายุมากกว่า 1 ปีได้ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องของ Maturity Risk หรือการครบกำหนดอายุของตราสาร ผลตอบแทนก็เริ่มมีความเสี่ยงที่จะได้หรือเสียขึ้นมาอีกหน่อย

ระดับที่ 4 จะเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นตราสารหนี้แบบไหน สามารถลงทุนได้ในหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้เอกชน ซึ่งความเสี่ยง Credit Rating หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผลตอบแทนก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น มีโอกาสที่จะได้และเสียเช่นกัน

ระดับที่ 5 เป็นกองทุนรวมแบบผสม ระหว่างตราสารหนี้และตราสารทุน หรือ Balance Fund มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง ซึ่งผลตอบแทนก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัวจากผลตอบแทนในตลาดหุ้น แต่ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนด้วยเช่นกัน

ระดับที่ 6 เป็นกองทุนรวมหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงใกล้เคียงกับการลงทุนในหุ้นโดยตรง ซึ่งเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงในระดับที่สูง การลงทุนในกองทุนประเภทนี้ ผู้ลงทุนควรรับความเสี่ยงจากการผันผวนของตลาดหุ้นได้อย่างน้อยก็ไม่คื่นตระหนกเวลาตลาดหุ้นมีความผันผวน และควรมีสติในการลงทุน ผลตอบแทนถ้าได้ก็มาก ถ้าเสียก็มากเช่นกัน อย่างไรก็ดี จะมากจะน้อยก็ขึ้นกับระยะเวลาการลงทุนด้วยเช่นกัน

ระดับที่ 7 จะเป็นกองทุนรวมในหุ้น โดยลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ Sector Fund เช่น ลงทุนเฉพาะ Sector พลังงานหรือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเฉพาะใน Sector ที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น กองทุนทั่วๆ ไปที่อยู่ในระดับนี้ที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น BTSGIF, EGATIF, DIF เป็นต้น

และระดับที่ 8 คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และมีความผันผวนของมูลค่าสูง การลงทุนเน้นในทองคำ หรือน้ำมัน เพียงอย่างเดียว ดังนั้น ราคาจึงมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากไม่มีอย่างอื่่นมาถัวเฉลี่ยความเสี่ยงด้วย ดังนั้น ผู้ลงทุนควรมีสติและความรู้ในการลงทุนพอสมควร

หากท่านใดต้องการทดสอบระดับความเสี่ยงของตนเองที่ยอมรับได้ ว่าอยู่ระดับใด สามารถทดสอบได้ที่ –

http://www.set.or.th/education/th/online_classroom/risk.html

ครั้งหน้า เราจะมาคุยกันเรื่องการลงทุนในอุตสาหกรรมของกองทุนรวมครับ

 

(ข้อมูลความเสี่ยงจาก website – http://www.moneychannel.co.th/news_detail/11062/FundView-:-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-8-%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1)