หลังจากเป็นเจ้าของบริษัทแล้ว คุณต้องรู้อะไรบ้าง

มาแล้วครับ..ตอนที่ 2

 

สำหรับตอนที่ 2 คือใจสำคัญที่ผู้บริหารต้องตระหนักเป็นอย่างมาก หัวข้อคือ “ผู้บริหารต้องทราบอะไรบ้าง หลังจากเป็นเจ้าของบริษัทแล้ว” จากตอนที่แล้วได้แนะนำ “วิธีการจดทะเบียนบริษัท” เรียบร้อยแล้ว ต่อมาเมื่อคุณดำเนินธุรกิจ ผู้บริหารบางคนยังไม่ทราบว่า จะมีสิ่งใดบ้างที่จะมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนบ้าง…ซึ่งผู้เขียนจะนำข้อมูลด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่าน มานำเสนอให้ทราบ และผู้บริหาร มิควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง… คำถาม…คุณทราบข้อมูลเหล่านี้หรือไหม ?…>>>

1. พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน
2. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน – ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
3. พ.ร.บ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
4. พ.ร.บ คนพิการ
5. พ.ร.บ แรงงานสัมพันธ์

 

เว้บไซต์ หาความรู้ เกี่ยวกับ กรมสวัสดิการ แรงงาน

 

พ.ร.บ. ต่างๆ เหล่านี้ จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่านอย่างไร เมื่อใด ซึ่งท่านอาจไม่รู้ตัว…ดังนี้

ข้อที่ 1 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน

เมื่อกิจการที่ทำ จำเป็นต้องมีลูกจ้างก็หลีกหนีไม่พ้นเรื่อง พ.ร.บ คุ้มครองแรงงาน ซึ่งในกฎหมายตัวนี้จะระบุรายละเอียดต่างๆ ในการจ้างแรงงานไว้อย่างชัดเจน อาทิเช่น การจ้างแรงงานหญิงและเด็ก ระยะเวลาการทดลองงาน สวัสดิการ การจ่ายเงินชดเชย ค่าแรงขั้นต่ำ วันหยุด วันลา และอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งปัญหาด้านแรงงานเป็นปัญหาใหญ่ ที่ผู้บริหารจะมองข้ามไม่ได้เลยที่เดียว จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายแรงเป็นอย่างดี จะได้ไม่มีปัญหาด้านแรงงาน

ข้อ 2. การจัดทำ “ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน”

เมื่อธุรกิจดำเนินกิจการมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็มั่นใจได้เลยว่ากิจการต้องมีลูกจ้างเพิ่มขึ้นเป็นแน่ ซึ่งผู้บริหารหรือนายจ้าง ก็ต้องมีเรื่องให้ต้องดำเนินการตามกฎหมายอีกแล้ว… นั้นคือ การกำหนด “ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 108” ซึ่ง มาตรา 108 ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย และข้อบังคับอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการดังต่อไปนี้

1. วันทำงาน เวลาทำงานปกติ และเวลาพัก
2. วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด
3. หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด
4. วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
5. วันลาและหลักเกณฑ์การลา
6. วินัยและโทษทางวินัย
7. การร้องทุกข์
8. การเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ

 

โดยให้นายจ้างจัดเก็บสำเนาข้อบังคับไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้าง รวมทั้งให้จัดส่งสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และให้นายจ้างเผยแพร่และปิดประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยเปิดเผย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้ทราบและดูได้โดยสะดวก

เดี๋ยวเรามาว่ากันถึงสิ่งอื่นที่ผู้บริหารจะต้องรู้อีก ในตอนหน้าครับ
ถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทความตอนแรกของซีรี่ส์นี้ กดย้อนไปอ่านได้ที่นี่ครับ -> เริ่มต้นธุรกิจต้องทำอย่างไรบ้าง?
เจ้าของธุรกิจ เริ่มต้น รู้ทันHR

เริ่มต้นธุรกิจต้องทำอย่างไรบ้าง…

“ ฉันอยากมีธุรกิจของตัวเอง เริ่มจากตรงไหนดี !! ”… คำถามนี้คงเกิดขึ้นกับทุกคน ที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือบริษัทของตนเอง…

สำหรับคนที่ต้องการเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง…เรามีความรู้เกี่ยวกับการจัดตั้งธุรกิจ มาแนะนำ !

ขั้นตอนที่หนึ่ง เริ่มต้นด้วยการจดจองชื่อบริษัทกับกระทรวงพาณิชย์

ก่อนอื่น… คุณต้องทำการจดทะเบียนนิติบุคคล กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (สนามบินน้ำ) หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เสียก่อน… อ่านแค่เนี่ย หลายๆ คนคงคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยากแน่ๆ คงใช้เวลาน่าดู กว่าจะได้ชื่อบริษัทมาเป็นของตนเอง

ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ผ่านมา คงเป็นเช่นนั้น บางคนต้องจ้างบริษัทที่รับจดทะเบียนนิติบุคคลเสียด้วยซ้ำ แต่สมัยนี้ง่ายมากๆ เพราะตอนนี้มีระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Registration แล้ว !! ซึ่งสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาอย่างมาก ซึ่งสามารถทำด้วยตนเองผ่าน Internet ได้แล้ว (หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่พัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ http://www.dbd.go.th นะครับ..)

 

..หลังจากคุณได้จดทะเบียนนิติบุคคล กับกระทรวงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว คุณก็คือ เจ้าของบริษัท และเป็นผู้บริหารอย่างเต็มตัว
ที่นี้แหละ..ก็เป็นเรื่องของผู้บริหารแล้ว ว่าจะบริหารกิจการของตนเองให้ประสบความสำเร็จอย่างไร…(จบ)
คุณคิดว่าแค่นี้ก็ ..จบ.. เหรอ !!!!!!! มีต่ออีกนะครับ ที่ผู้บริหารต้องรู้และเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก

แล้วพบกันในตอนที่ 2 ในหัวข้อ “ ผู้บริหารต้องทราบอะไรบ้างหลังจากเป็นเจ้าของบริษัทแล้ว ” !! ครับ

employee handbook

รู้มั้ย “กฎข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน” คืออะไร…สำคัญอย่างไร

 

เจ้าของกิจการหรือลูกจ้างหลายๆคน คงจะพอเคยได้ยินกันมาบ้างเกี่ยวกับ กฏข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่น้อยคนที่จะเข้าใจว่ามันคืออะไร แล้วมีความสำคัญอย่างไรนะ วันนี้เรามาดูกันว่าเรื่องกฏข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเนี่ย มันเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตเราบ้าง

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 108
มาตรา 108 ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป 
ต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย 
และข้อบังคับอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการดังต่อไปนี้
1.วันทำงาน  เวลาทำงานปกติ  และเวลาพัก
2.วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด
3.หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด
4.วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง  ค่าล่วงเวลา  ค่าทำงานในวันหยุด  และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
5.วันลาและหลักเกณฑ์การลา
6.วินัยและโทษทางวินัย
7.การร้องทุกข์
8.การเลิกจ้างค่าชดเชย  และค่าชดเชยพิเศษ


ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน 
และให้นายจ้างจัดเก็บสำเนาข้อบังคับไว้ ณ สถานประกอบกิจการ
หรือสำนักงานของนายจ้าง รวมทั้งให้จัดส่งสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
ให้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศใช้ข้อบังคับ
เกี่ยวกับการทำงาน 


ให้นายจ้างเผยแพร่และปิดประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยเปิดเผย 
ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้ทราบและดูได้โดยสะดวก

จากที่กล่าวไปข้างบนนั้น จะเห็นได้ว่า จริงๆแล้ว วัตถุประสงค์…การจัดทำ “ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน” นั้น เรากำหนดขึ้นมาเพื่อที่จะ
•    เพื่อกำหนดสิทธิหน้าที่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่พึงปฏิบัติต่อกัน
•    เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการทำงาน
•    เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งซึ่งกันและกัน

 

ซึ่งจากวัตถุประสงค์ดังกล่าว เราจะเห็นได้ว่า…การจัดทำกฎระเบียบข้อบังคับการทำงาน จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนายจ้าง ซึ่งต้องจัดทำและกำหนดรายละเอียดข้อบังคับต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน เพราะกรณีหากเกิดข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเมื่อใด เอกสารชิ้นแรกที่จะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาคือ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เพราะฉนั้นถ้านายจ้างคนไหนยังไม่มีการจัดทำ ควรจะรีบจัดทำขึ้นมาให้เป็นที่เรียบร้อย และลูกจ้างคนไหนยังไม่เคยอ่าน ก็ควรจะไปอ่านให้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ในการทำงาน จะได้ทำให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นสุข

สูตรเอกเซล Excel ทำเงินเดือน

เทคนิคการใช้ Excel ทำเงินเดือนแบบมือโปร

Excel มีใครไม่มีรู้จักบ้างไหมครับ ผมมั่นใจว่าทุกคนรู้จัก Excel แต่การใช้งาน Excel เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สูตรใน Excel มีเป็นร้อย แต่เราใช้กันอย่างมากก็ไม่เกิน 10-20 สูตร ต่อหนึ่งไฟล์งาน ส่วนใหญ่เราใช้อะไรกันครับ sum if count average min max สูตรพื้นๆ คงหนีไม่พ้นสูตรเหล่านี้สักเท่าไหร่ ถ้าขึ้นมาอีกระดับก็อาจจะมี subtotal date time pivottable vlookup ประมาณนี้ใช่ไหมครับ

แต่ถ้าพูดถึงการทำเงินเดือนแล้ว บางคนคิดว่า โห มันยากนะ ครับวิธีการคำนวณอาจจะรู้สึกว่ายากสักหน่อย แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ยากขนาดนั้น เราไม่ได้คิดเรื่องภาษีกันทุกวัน และไม่ได้คิดกันเอง จึงอาจจะรู้สึกเป็นเรื่องไกลตัวสักหน่อย แต่สำหรับคนที่ต้องทำเรื่องเกี่ยวข้องกับเงินเดือน ภาษี หรือค่าลดหย่อนแล้ว สิ่งเหล่านี้ใกล้ตัวมาก และน่าหนักใจสุดๆ เพราะว่า ถ้าตั้งค่าผิด คำนวณผิด เขียนผิด แม้นิดเดียว … ชีวีจะหาไม่ครับ พนักงานทั้งบริษัทมีหวังมาหาแบบถล่มทลายแน่นอน

 

สัปดาห์หน้ามาคุยในรายละเอียดกันต่อครับ

10 ประเภทการลาที่คุณจะต้องแปลกใจ

การลาโดยปกติแล้ว เรามักจะมีลาพักร้อน ลาป่วย ลากิจ ลาบวช แต่นอกจากการลาแบบปกติทั่วไปแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีการลาแบบแปลกพิสดารที่คุณคิดว่าไม่น่าจะมีอยู่จริงอีกด้วย

1. ลาทำหมัน อ่ะงงล่ะสิ ลาประเภทนี้มันแปลกตรงไหน สำหรับคนที่รู้น่ะใช่ มันไม่แปลก แต่ที่แปลกคือเพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ต่างหากว่ามันลาได้ ทั้งๆ ที่มีเขียนอยู่ในกฎหมายด้วยนะเออ

2. ลากลับภูมิลำเนา ลาประเภทนี้ ไม่ค่อยมีที่ไหนใช้กัน ส่วนใหญ่จะใช้กับพนักงานต่างชาติที่มาทำงานในเมืองไทย สามารถลากลับบ้านได้ 30 วันบ้าง 60 วันบ้าง แต่ต้องมีหลักฐานมาแสดงด้วยนะว่ากลับจริง ไม่งั้นมีเรื่อง

3. ลาไปศึกษาต่อ ลาไปศึกษาต่อ ไม่ค่อยพบบ่อยนัก เพราะถ้าเป็นเอกชน จะทำให้เสียการเสียงานได้ แต่ก็ไม่ถึงกับไม่ได้ บางครั้งพนักงานเรียนต่อปริญญาโท ถ้าเป็นภาคค่ำอาจจะต้องขอลากลับก่อนสักชั่วโมงสองชั่วโมง ก็สามารถใช้ลาประเภทนี้ได้ ส่วนจ่ายหรือไม่จ่ายเงิน ก็แล้วแต่นโยบายเลยนะจ๊ะ

4. ลาไปรับปริญญา จะให้ลาพักร้อนมันก็นะ จะให้ลากิจก็ไม่น่าใช่ จะลาแบบไม่รับค่าจ้างก็ดูจะใจร้ายเกินไป อย่ากระนั้นเลย จัดให้ลาไปสำหรับรับปริญญาเลยก็แล้วกัน ลาได้เท่าที่ต้องใช้จริง เพราะถ้าทำงานต่างจังหวัดกับสถาบันที่จบ การเดินทางก็ต้องใช้เวลา จะให้ลาวันเดียวก็กระไรอยู่นะ

5. ลาวันเกิด บริษัทไหนใจดี จัดสวัสดิการการลาประเภทนี้ให้ ส่วนใหญ่มักจะลาได้ 1 วัน แต่บางแห่งให้ถึง 3 วันก็มี กะให้ไปเที่ยวให้จุใจเลยหรือไง

6. ลาแต่งงาน ลาแต่งงาน ส่วนใหญ่แล้วจะให้เวลาประมาณ 3 วัน เพื่อเตรียมจัดงานแต่งงาน แต่ก็มีบางแห่งให้ถึง 5 วัน แถมวันฮันนีมูนให้ด้วย

7. ลาช่วยภรรยาเลี้ยงลูก ตอนนี้ ราชการมีการประกาศใช้แล้ว และบรรดาสามีสามารถลางานไปช่วยภรรยาเลี้ยงลูกได้ แต่บริษัทเอกชนบางแห่ง ก็จัดให้มีการลาประเภทนี้เช่นกัน ส่วนจำนวนวันลา จะแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง

8. ลาไปงานศพ จริงๆ ลาไปงานศพก็พื้นๆ ไม่น่าจะแปลกอะไร แต่สิ่งที่ทำให้มันแปลกอยู่ที่ ลาไปงานศพ ยังแยกออกเป็น 2 ประเภทประเภทแรก เป็นการลาไปงานศพพ่อแม่ สามีภรรยา บุตร ส่วนประเภทที่สองเป็นการไปงานศพพี่น้อง ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย

9. ลาภัยพิบัติ ฝนตก น้ำท่วม จะไม่ใช่ปัญหาต่อการไปทำงานอีกต่อไป ด้วยการลาภัยพิบัติ บริษัทบางแห่งที่คำนึงถึงอุปสรรคการมาทำงาน ความเดือดร้อนของพนักงาน ได้อนุมัติการลาประเภทนี้ขึ้น เมื่อพนักงานประสบปัญหาน้ำท่วม หรือจากภัยพิบัติอื่น อันเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน สามารถโทรมาลาได้ โดยลาได้เท่าที่ประสบภัยพิบัติจริง และได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ว้าว!!!

10. ลาขี้เกียจ ที่สุดของการลา ต้องลาประเภทนี้เลย มันคืออะไร ลานี้ถูกคิดโดยเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่งที่เคยเป็นพนักงานบริษัทมาก่อน ซึ่งพบว่า เมื่อเราตื่นเช้ามาทำงานแล้ว บางครั้ง เรารู้สึกว่า วันนี้ไม่อยากมาทำงานเลย เบื่อ เซ็ง แต่จะลาทั้งทีก็ต้องป่วย ไม่ก็ต้องทนไปทำงานทั้งๆ ที่เบื่ออย่างนั้น แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ต้องแกล้งป่วยอีกต่อไป ด้วยการลาขี้เกียจ โทรไปหา hr ซะ แล้วบอกว่า พี่ๆ ผมขอลาขี้เกียจ เท่านี้ คุณก็จะได้หยุดตีพุงอยู่บ้านสบายหรือจะไปช็อปกระจายสลายความเครียดก็แล้วแต่สะดวกเลยจ้า

HR สมัยใหม่ มองหาพนักงานแบบไหน

ปัจจุบัน เรากำลังเข้าสู่เทคโนโลยี 4.0 ครับ ดังนั้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงมีสูงมาก และเป็นการ Global World Wide ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เราไม่ได้มีผลกระทบกับคนทั้งโลกอีกต่อไป ดังนั้นแล้ว พนักงานแบบไหนล่ะ ที่พนักงานมองหาอยู่

ทักษะแรก คงหนีไม่พ้นเรื่องของภาษา : เพราะโลกยุคปัจจุบัน เป็นสังคมออนไลน์ สิ่งที่เราค้นหาบน website จึงมีทั้งภาษาไทย อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเราอาจจะต้องติดต่อ ค้นหาข้อมูล หรืออื่นๆ ดังนั้น การเรียนรู้ภาษาที่สอง สาม สี่ จึงเป็นเรื่องสำคัญ และทำให้เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น
ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต : คงเคยได้ยินใช่ไหมครับว่าจงทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วเสมอ เพื่อพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้กับชีวิต และพัฒนาตัวเราเองอยู่เสมอ ซึ่งการทำงานก็เป็นไปตามที่ว่ามานี้ สิ่งที่เรารู้ดีอยู่แล้ว อาจจะมีคนอื่นทำได้ดีกว่าเรา เร็วกว่าเรา เชี่ยวชาญกว่าเราก็ได้ และเราควรเรียนรู้จากคนเหล่านั้น เพื่อพัฒนาตัวเราเองและงานให้ดีขึ้น

ทักษะการคิด ตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า : การคิดไม่ใช่เพียงแต่คิดได้ แต่ต้องคิดให้เป็นและคิดให้ทันด้วย เพราะบางครั้ง การเจรจาธุรกิจเขาจะไม่บอกเราตรงๆ มันจะมีนัยยะแฝงอยู่เสมอ หากเราคิดไม่ทัน มองไม่ออก อาจเสียโอกาสเหล่านั้นไป และเมื่อคิดได้แล้ว ต้องตอบให้เป็น ตัดสินใจดำเนินการ เหล่านี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จของเราให้มากขึ้น
ทักษะการวิเคราะห์และสังเคราะห์ : เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้เป็นถึงเนื้องาน ปัญหา สิ่งที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้สามารถทราบถึงสิ่งที่บริษัทต้องการและทำงานได้อย่างถูกต้อง และเมื่อวิเคราะห์ได้แล้ว เราก็ต้องสังเคราะห์ให้ได้ว่า แล้วเราควรทำอย่างไรล่ะ เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของการทำงานนั้นๆ วางลำดับขั้นตอน หนึ่ง สอง สาม เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย

ทักษะการเข้าสงคม : อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ปัญหานี้ปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาใหญ่ มีบ่อยครั้งที่พนักงานเป็นคนเก็บตัว ไม่คบหาสมาคมกับใคร พูดน้อย หรือไม่ก็สุดโต่งไปอีกฝั่งอย่างพวกมั่นใจในตนเอง ไม่ฟังใคร อีโก้สูง สิ่งเหล่านี้ ทำให้ทีมเกิดความแตกแยก ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้เกิดปัญหาในการทำงานบ่อยครั้ง และด้วยสังคม Social ในปัจจุบัน ทำให้คนมักมองโทรศัพท์มากกว่ามองหน้าเพื่อน ดังนั้น จึงควรปรับปรุงตัวเองในเรื่องนี้ด้วย
ทักษะอดทนและขยันทำงาน : อดทนและขยันทำงาน มันก็เรื่องพื้นๆ นี่นา ใช่ครับ มันพื้นๆ แต่นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่บริษัทจะเจอในหมู่พนักงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มั่นใจในตนเอง มีความคิดเป็นของตัวเอง ทำงานได้ไม่เท่าไหร่ ไม่ชอบใจก็ลาออก ไม่ชอบนายจ้าง ไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน ก็ลาออก ไม่เข้าใจกระบวนการทำงานแบบบริษัท ทำงานไม่ได้ก็ลาออก เราจึงเห็นคนรุ่นใหม่หันมาเปิดกิจการเป็นของตัวเองมากขึ้น เพราะเขาต้องการเป็นนายของตัวเองด้วยความฝันอันสวยหรู เช่นธุรกิจยอดฮิตอย่างร้านกาแฟ
ทักษะพิเศษ : เช่นความรู้เฉพาะทางที่เรามี ซึ่งเหล่านี้จะทำให้เราได้รับการจ้างที่ง่ายขึ้น เพราะเป็นทักษะที่หายาก ซึ่งจะทำให้ได้รับค่าจ้างที่แพงขึ้นด้วย เช่น ทักษะทางด้านรังสี ทักษะด้านการแพทย์
ยังมีอีกมากครับ ที่จะทำให้เราได้รับการจ้างที่ง่ายขึ้น แต่เหล่านี้ที่ได้กล่าวไปแล้วล้วนเป็นแกนหลักที่สำคัญที่จะทำให้เราได้รับการจ้างงานมากขึ้นครับ

 

ถ้าสนใจโปรแกรมเงินเดือนที่ใช้บริหารงานบุคคลสมัยใหม่ ติดต่อ EZY-HR เพื่อทดลองใช้ได้ที่ http://www.ezy-hr.com/

หยุดงาน ช่วงเทศกาล สงกรานต์ หยุดยาว

เทคนิคการหยุดงานช่วงเทศกาล

เทศกาลระดับประเทศใกล้เข้ามาอีกวาระแล้วครับ กับเทศกาลสงกรานต์ที่พนักงานเตรียมตัวลายาวเพื่อเที่ยวฉลองหลังจากทำงานมาอย่างยาวนานตั้ง 3 เดือน (อย่าปฏิเสธว่าคุณไม่ได้เที่ยวปีใหม่เชียว)

สำหรับพนักงานบริษัททั่วไป ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ ก็คงไม่มีปัญหาเรื่องวันหยุดสักเท่าไหร่ แต่สำหรับธุรกิจบริการอย่างร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือปั้มน้ำมันแล้ว เทศกาลแบบนี้ใครก็อยากหยุดเที่ยวด้วยกันทั้งนั้น แต่จะหยุดทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะยังต้องเปิดให้บริการอยู่ แล้วใครล่ะ จะได้หยุด???

ถ้าวันหยุดมีการประกาศตายตัวของพนักงานแต่ละคนอยู่แล้ว เช่น หยุดทุกวันจันทร์ วันพุธ ก็คงไม่ได้ลำบากสักเท่าไหร่ เพราะเทศกาลจะตรงกับวันไหนก็ดวงล้วนๆ แต่สำหรับพนักงานที่มีการกำหนดวันหยุดประจำเดือนแบบเดือนต่อเดือนหรือสัปดาห์ต่อสัปดาห์นั้น คนจัดตารางกะหรือหัวหน้างานจะเป็นที่จับตาของพนักงานมาก เพราะทำไมเค้าได้หยุด ทำไมผมไม่ได้หยุด และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มักจะเป็นปัญหาระยะยาวถึงความน่าเชื่อถือของคนจัดตารางกะหรือหัวหน้างาน

ดังนั้น ในบางบริษัทเพื่อตัดปัญหานี้ จะขอความร่วมมือพนักงาน ไม่ให้พนักงานท่านใดได้หยุดงานเลยเพื่อความยุติธรรม ไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันขึ้นส่วนเวลาเข้างาน ก็อาจจะจัดให้เกิดความเหลื่อมกันบ้างหรือสลับเวลากันเข้าบ้าง เพื่อไม่ให้เข้าดึกทุกวันหรือเข้าแต่กลางวันทุกวัน จนไม่ได้ไปไหนกับเขาเลย อีกวิธีที่พบคือ อาจจะให้สลับกันหยุดในช่วงเทศกาล เช่น นาย ก. ได้หยุดปีใหม่ไปแล้ว สงกรานต์ก็จะให้นาง ข. ได้หยุดบ้าง ซึ่งก็อาจจะตกลงกันก่อนก็ได้ว่า ใครมีเหตุจำเป็นต้องหยุดในช่วงเทศกาลไหนเป็นการเฉพาะไหม ถ้าไม่มีก็มาคุยกันว่า ใครจะหยุดเทศกาลอะไรก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นด้วยเช่นกัน

ดังนั้นแล้ว หัวหน้างานหรือคนจัดตารางกะจะต้องให้ความยุติธรรมและเป็นธรรมกับทุกคนและคิดให้รอบคอบที่สุด อย่างที่บอกครับ ต่อให้เรามีเหตุผลดีแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้ว พนักงานอาจมองเป็นแค่ความลำเอียง คนใกล้ชิด หรือลูกรักได้ครับ

เทศกาลสงกรานต์

เตรียมตัวรับสงกรานต์กันหรือยัง?

ใกล้เข้ามาแล้วครับ กับเทศกาลที่รอคอย นั่นก็คือ วันสงกรานต์นั่นเอง ปีนี้หยุดยาวกันเต็มอิ่มเลยทีเดียว แต่สำหรับใครที่มีพักร้อนเก็บเอาไว้ จะเอามาใช้ต่อให้ยาวยิ่งขึ้นไปอีก ก็ไม่ว่ากัน

แต่ว่า เตรียมตัวกันพร้อมหรือยังครับกับการหยุดยาวทำงานนี้ งานในส่วนที่เราต้องรับผิดชอบ เอกสารต่างๆ คนที่ต้องอยู่โยงแทนเพื่อนสำหรับธุรกิจบางประเภท ที่ไม่สามารถหยุดได้ เช่น ธุรกิจบริการ ร้านอาหาร โรงแรม ปั้มน้ำมัน เหนื่อยหน่อยนะครับ แต่เพื่อโบนัส สู้ๆ!!

สำหรับ hr ก็อาจจะหนักหน่อยกับการบริหารงานบริหารคนให้งานที่คั่งค้างอยู่เสร็จได้ตามกำหนด และจัดคนทำงานมาทำงานตามความเหมาะสมและเป็นธรรม เพราะบางคนอาจมองว่า ทำไมเพื่อนได้หยุด แต่ฉันไม่ได้หยุดล่ะ ก็เป็นเรื่องภายในที่จะต้องไปตั้งกฎกติกากันเพื่อให้พนักงานทุกคนยอมรับได้ เรื่องใบลาต่างๆ ที่ทาง hr จะต้องจัดการอนุมัติให้เรียบร้อยหรือถ้าติดขัดก็ต้องรีบจัดการ สำหรับคนน้อยๆ ก็คงง่ายหน่อย แต่ถ้ามีคนมากก็คงต้องเสียเวลาทำงานสักนิดหนึ่ง อย่างที่เคยพูดไปหลายครั้งแล้วครับ ในหัวข้อก่อนหน้านี้ หากเรานำระบบจัดการออนไลน์เข้ามาใช้ก็จะจัดการในส่วนนี้ได้ง่ายขึ้น ทั้งพนักงาน หัวหน้างาน และ hr ครับ

สำหรับคนที่ลาได้เรียบร้อยแล้ว และวางแผนเดินทางท่องเที่ยว อย่าลืมตรวจเช็คสภาพรถ ความพร้อมของร่างกายตัวเองและเพื่อนร่วมทางให้พร้อมนะครับ จะได้เที่ยวได้อย่างปลอดภัยและสนุกสนาน ที่สำคัญ เมาไม่ขับคร้าบบบ!!!

<รูปประกอบจากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ>

ทำไมบริษัทเอกชนในประเทศไทยไม่มีให้เลือกเวลาเข้างาน-เลิกงานได้ด้วยตัวเอง

พอดีไปเจอคำถามดังกล่าวจาก pantip

link -> https://pantip.com/topic/36243297/comment5

ถามว่า บริษัทเอกชนในประเทศไทยน่าจะให้เลือกเวลาเข้างาน-เลิกงานได้ด้วยตัวเอง ทุกวันนี้เอกชน เข้างาน 9:00-10:00 น. เลิกงาน 17:00-18:00 น.ทำให้ช่วงเช้ารถจะติดสุดๆประมาณ 7:00-9:00 น. และช่วงเย็น 17:00-19:00 น. ของทุกวันทำงาน บริษัทเอกชนประเทศไทยน่าจะให้พนักงานสามารถเลือกเวลาเข้างาน-ออกงานเองได้ เผื่อว่าบางคนอยากไปติดต่อราชการช่วงเช้า จะได้ไม่ต้องลางาน ก็เข้าสายๆหน่อย หรือบางคนอยากมีเวลาว่างช่วงบ่ายๆไปเดินห้าง ก็เข้างานแต่เช้าๆ จะได้ไม่ต้องออกไปรถติดพร้อมๆกันทุกบริษัทแบบที่เป็นมาทุกวันนี้

 


ซึ่งทำได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของธุรกิจประเภทนั้นๆ ครับ แม้กระทั่งราชการเองก็เถอะ จะทำก็ยาก แต่ก็มีเหมือนกัน บริษัทที่ยอมให้พนักงานเลือกมาทำงานเองได้ตามกำหนดระยะทุก 30 นาที หรือแม้กระทั่งทำงานที่บ้านแล้วมาบริษัทเฉพาะมีงานต้องส่ง ประชุมหรืออื่นๆ
ถึงแม้จะทำได้ก็ตาม ก็จำเป็นต้องมีกติกากำหนดครอบคลุมไว้อีกชั้น เช่น ให้เข้างานได้เวลา 08.00, 08.30 , 9.00 แต่ก็ห้ามพนักงานเลือกเวลางานเดียวกันทั้งหมด โดยเวลาอื่นไม่มีคนคอยดูแลเลย เป็นต้นครับ
งานอะไรบ้างที่ทำไม่ได้ เช่น งานการซื้อขายหุ้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีเวลาเปิดปิดที่แน่นอน หากคุณมาพักเที่ยง แล้วรอบเช้านักลงทุนจะซื้อขายหลักทรัพย์อย่างไร หรืออย่างราชการก็ทำค่อนข้างลำบาก เพราะงานราชการเป็นงานที่มีลำดับขั้นตอนชัดเจนมาก หากเจ้าหน้าที่ในขั้นต่อไปไม่มา การอนุมัติเอกสาร หรือคำสั่งก็อาจล่าช้าออกไป ลองนึกดูนะครับ คุณไปติดต่อโอนที่ดิน มาตั้งแต่เช้า เอกสารเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ 10.00 น. แต่ต้องรอคนอนุมัติมาทำงาน 13.00 น. อันนี้ก็คงไม่ใช่
หรืองานที่ต้องติดต่อกับลูกค้าคนอื่น เช่น ร้านขายสินค้า บริษัทเปิดรอบแรกเวลา 08.00 มีลูกค้าสั่งออเดอร์เข้ามา แต่ไม่มีพนักงานคอยบริการ รับออเดอร์ หรือจำนวนคนไม่พอกับการบริการเพราะพนักงานยังไม่เข้างาน อันนี้ก็คงไม่ได้อีกเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานบริการอย่างตำรวจ โรงพยาบาล โรงแรม ร้านอาหาร เหล่านี้ก็คงให้เข้ารอบตามใจพนักงานก็คงไม่ได้ครับ
แล้วงานใดบ้างที่สามารถทำได้
งานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตครับ แต่ต้องเป็นการผลิตด้วยสมอง เช่น งานออกแบบ เพราะผลงานที่เกิดขึ้น เกิดจากตัวพนักงานเอง ไม่เกี่ยวข้องกับใคร ซึ่งบางครั้งจำเป็นต้องใช้ความคิดในการตกผลึกออกมา ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันจะเกิดขึ้นตอนไหนก็ไม่รู้
นี่เป็นการมองภาพกว้างๆ นะครับ เรายังไม่ได้ลงลึกถึงระดับตำแหน่งอะไร อย่างเช่น ผู้จัดการ หรือแผนกเซลล์ที่อาจจะต้องไปพบลูกค้า เข้าสายบ้างอะไรบ้างก็คงไม่เป็นปัญหา
 สนใจเกี่ยวกับ โปรแกรมเงินเดือน การบริหารงานบุคคลสมัยใหม่ ไปที่ โปรแกรมเงินเดือน EZY-HR

ถาม : เพิ่งทำงานที่ใหม่ ถ้าบริษัทไม่ได้หักประกันสังคมจากเงินเดือน เพราะยังไม่ผ่านโปร

คำถามคือ ถ้าทำงานที่ใหม่ได้ประมาณ 4-5 เดือน พึ่งจะรู้ว่าบริษัทใหม่ ไม่ได้หักประกันสังคมจากเงินเดือน หลังจากสอบถามแล้ว ได้ความว่ายังไม่ผ่านช่วงทดลองงานบริษัทจะยังไม่ทำให้

ก็เลยกลายเป็นว่าขาดส่งประกันสังคมตั้งแต่เริ่มงานที่นี้ ส่วนภาษี ณ ที่จ่ายโดนหัก 3 %

ทดลองงาน

1.แบบนี้มีผลกระทบในด้านใดกับลูกจ้างบ้าง มีแนวทางแก้ไขยังไง

ตอบ มีผลกระทบต่อการนับอายุปีสะสมประกันสังคม ซึ่งจะมีผลต่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ประกันตนพึงได้ ทั้งเงินสะสม สิทธิประโยชน์ เงินบำนาญเมื่อเกษียณ
การแก้ไขต้องร้องเรียนต่อประกันสังคมว่าบริษัททำผิดกฎหมายประกันสังคม เนื่องจากตามกฎหมาย พนักงานเข้าทำงานจะต้องยื่นเรื่องแจ้งเข้าต่อประกันสังคมทันที ในทางกฎหมายแล้ว ไมมีคำว่าทดลองงาน หรือพนักงานประจำ

สำหรับการยื่นภาษีต้องไปดูว่าบริษัทคำนวณภาษีให้เราถูกต้องหรือไม่ เพราะถ้าคนทำเงินเดือนคำนวณภาษีให้ผิด คือหักน้อยกว่าความเป็นจริง เมื่อถึงปลายปี เราก็จะต้องเสียภาษีเพิ่ม
อีกรณีคือ ตอนที่ย้ายงาน ได้นำเงินได้จากที่เก่ามาคำนวณภาษีต่อหรือไม่ ถ้าไม่ได้นำมาคำนวณ แม้ที่ใหม่จะคำนวณได้ถูกต้องแล้ว แต่เมื่อไม่ได้นำเงินได้จากที่เก่ามาคำนวณภาษีต่อด้วย จะทำให้อัตราเงินได้ที่ใหม่น้อยลง ซึ่งจะทำให้เข้าฐานภาษีน้อยลงเช่นกัน

 

สนใจโปรแกรมเงินเดือนและบริหารงานบุคคลติดต่อ EZY-HR

Positioning การวางคุณค่าในตัวเอง

สวัสดีครับ ช่วงนี้งานผมค่อนข้างยุ่ง อาจจะไม่ได้มาเขียนบทความบ่อยนัก แต่ก็จะพยายามมาเขียนให้ได้บ่อยที่สุดนะครับ สำหรับในวันนี้ เราจะมาคุยเรื่อง Positioning การวางคุณค่าในตัวเองกันครับ

positioning-hr

คำว่า Positioning จริงๆ แล้วศัพท์ค่อนไปทางการตลาดนะครับ แต่ถ้ามองว่า พนักงานก็คือสินค้าชิ้นหนึ่งที่สามารถซื้อขายได้ (จ้างหรือไม่จ้าง) ก็ใช้คำๆ นี้ได้เหมือนกัน แล้ว Positioning ของพนักงานในแง่ของสินค้าคืออะไรล่ะ มันคือเรื่องของตำแหน่งครับ

เมื่อเรามาสมัครงาน ในครั้งแรกเราต้องเลือกสมัครก่อนว่า เราจะสมัครตำแหน่งใด นายจ้างจะทำการสัมภาษณ์และทำการวัดคุณค่าของเราว่า สมควรจ้างหรือไม่ ถ้าจ้าง เหมาะกับตำแหน่งใด เงินเดือนควรเป็นเท่าใด นั่นคือการกำหนดคุณค่าของเราโดยนายจ้าง

แต่เมื่อเราได้ทำงานจริงแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำคือ การวางคุณค่าในตัวเราให้เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นหรือสูงกว่า เช่น หากได้รับการจ้างในตำแหน่งพนักงานขาย เราสนใจที่จะเป็นคนขายไปตลอดหรือไม่ หรือเราต้องการเพิ่มคุณค่าของเราให้มากกว่านั้น จากขายอย่างเดียว ก็อาจจะเพิ่มการให้คำปรึกษากับลูกค้าเข้าไปด้วย คอยติดตามดูแลลูกค้า เอาใจใส่ แล้วเรายังจะเรียกตัวเองว่า เป็นแค่พนักงานขายได้หรือเปล่า คุณค่าในตัวเรามีมากกว่านั้นแน่นอน

เมื่อเราทำผลงานได้ดี นายจ้างย่อมเห็นความสำคัญ ลูกค้าเห็นความสำคัญ คู่แข่งเห็นความสำคัญ ดังนี้แล้ว ความก้าวหน้าของเราก็จะก้าวหน้าไปไม่มีที่สิ้นสุดครับ

ลองถามใจตัวเองดูครับ ณ ตอนนี้ เราวางคุณค่าในตัวเองไว้ที่ตรงไหน เปลี่ยนตอนนี้ ยังไม่สายเกินไปครับ

 

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ thaihrpro.com
และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ที่ Facebook ThaiHRPRO
สนใจ โปรแกรมบริหารงานบุคคล สมัยใหม่ ที่ไม่ใช่แค่โปรแกรมเงินเดือน -> EZYHR

อัตราภาษีฉบับใหม่ 2560

และแล้ว ประกาศที่ทุกคนรอคอยก็ประกาศใช้เสียที กับอัตราภาษีและค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฉบับใหม่ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา

ภาษี2560

ที่มา กรมสรรพากร, เฟซบุ๊ก กรมสรรพากร (Revenue Department)

 

เนื้อหาของประกาศ ก็เป็นไปตามข่าวก่อนหน้านี้ โดยสามารถสรุปใจความสำคัญได้คือ

1. คู่สมรสไม่มีเงินได้ เปลี่ยนจาก 30,000 เป็น 60,000 แต่หากมีเงินได้และต้องการยื่นรวม ให้เพิ่มจาก 60,000 บาท เป็น 120,000 บาท

2. ค่าลดหย่อนส่วนตัว เปลี่ยนจาก 30,000 เป็น 60,000

3. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เปลี่ยนจาก 60,000 และไม่เกิน 40% ของเงินได้ เป็น 100,000 และไม่เกิน 50% ของเงินได้

4. ค่าลดหย่อนบุตร เปลี่ยนจาก 15,000 และ 17,000 เป็น 30,000 อัตราเดียว ไม่จำกัดจำนวน เว้นแต่จะมีบุตรบุญธรรม ให้ยื่นรวมได้ไม่เกิน 3 คน โดยให้นับบุตรทุกคนทั้งที่ได้รับลดหย่อนและไม่ได้รับ

5. เงินได้มากกว่า 4 ล้านบาทขึ้นไป คิดภาษี 35% เปลี่ยนเป็น มากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป

ทันทีที่ประกาศฉบับนี้ประกาศใช้ มีคนโทรศัพท์มาบ่นกับผมทันทีว่า เสียภาษีเยอะขึ้น ผมแปลกใจมาก ค่าลดหย่อนเพิ่มขึ้นหลายอย่างขนาดนี้ แล้วทำไมถึงเสียภาษีเยอะขึ้น

หลังจากถามไถ่กันสักพัก ได้ความว่า อ่านกฎหมายแล้ว จากที่เคยลดหย่อนบาทแรกถึง 150,000 บาท ตอนนี้ต้องเอามาคิดภาษีด้วย ทำให้เยอะขึ้น ผมรีบแจ้งทันทีว่า พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 470 ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ดังนั้น เงินได้ จะได้รับการยกเว้น 150,000 เหมือนเดิม ไม่ต้องนำมาคำนวณ ถ้าย้อนไปดูฉบับเก่าๆ ก็จะพบว่า มีการประกาศในลักษณะนี้เหมือนกันทุกฉบับ คือคิดตั้งแต่บาทแรก แต่เราจะต้องนำ ประกาศฉบับที่ 470 มาใช้ประกอบด้วยเสมอ

ดังนั้น คำนวณภาษีแล้ว อย่าลืมนำประกาศยกเว้นเงินได้ฉบับที่ 470 มาคำนวณรวมกันด้วยนะคร้าบ!!!!

อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

เมื่อวานนี้ มีประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ ๖) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาครับ ซึ่งทั้งลูกจ้างและนายจ้างควรรีบดำเนินการโดยเร็ว เพราะใบประกาศไม่ใช่เพียงใช้เพื่อบอกมาตรฐานลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังเป็นใบรับรองด้วยว่า ลูกจ้างคนนั้นๆ สามารถทำงานในหน้าที่นั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง อันเป็นประโยชน์ทั้งต่อลูกจ้าง และนายจ้างเอง รวมถึงเมื่อมีการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ และนายจ้างก็ยังได้ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ลูกจ้างอีกด้วย

ประกาศนี้จะมีผลบังคับใช้ในอีก 90 วันข้างหน้า ซึ่งมีเวลาพอให้นายจ้างและลูกจ้างได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างถูกต้องครับ โดยประกาศมีเนื้อหาดังนี้

ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ข้อ ๒ ในประกาศนี้ “มาตรฐานฝีมือ” หมายความว่า มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม การพัฒนาฝีมือแรงงาน

ข้อ ๓ อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือในแต่ละสาขาอาชีพและในแต่ละระดับ ให้เป็นดังนี้

(๑) สาขาอาชีพช่างเทคนิคเขียนแบบเครื่องกล ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยหกสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยห้าสิบบาท

(๒) สาขาอาชีพช่างเชื่อมทิกสําหรับอุตสาหกรรมจักรกลและโลหะการ ระดับ ๑ เป็นเงิน ไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละหกร้อยบาท

(๓) สาขาอาชีพช่างเทคนิคระบบส่งกําลัง ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยห้าสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยสี่สิบบาท

(๔) สาขาอาชีพช่างเทคนิคระบบไฮโดรลิก ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยหกสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยห้าสิบบาท

(๕) สาขาอาชีพช่างเชื่อมระบบท่อในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทําความเย็น ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยแปดสิบห้าบาท

(๖) สาขาอาชีพช่างเทคนิคเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละ สามร้อยแปดสิบห้าบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยเจ็ดสิบบาท

(๗) สาขาอาชีพช่างเทคนิคห้องเย็นขนาดเล็ก ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสามร้อย แปดสิบห้าบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยเจ็ดสิบบาท

(๘) สาขาอาชีพพนักงานประกอบเครื่องปรับอากาศ ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสามร้อย เจ็ดสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยห้าสิบห้าบาท หน้า ๑๓ เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ มกราคม ๒๕๖๐

(๙) สาขาอาชีพช่างเทคนิคเครื่องกัดอัตโนมัติ ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยห้าสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยสี่สิบบาท

(๑๐) สาขาอาชีพช่างเทคนิคเครื่องอีดีเอ็ม ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยสามสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยสิบห้าบาท

(๑๑) สาขาอาชีพช่างเทคนิคเครื่องไวร์คัทอีดีเอ็ม ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อย สามสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยสิบห้าบาท

(๑๒) สาขาอาชีพช่างขัดเงาแม่พิมพ์ ระดับ ๑ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสามร้อยแปดสิบบาท และระดับ ๒ เป็นเงินไม่น้อยกว่าวันละสี่ร้อยห้าสิบห้าบาท

ข้อ ๔ เพื่อประโยชน์ตามข้อ ๓ (๑) ถึง (๑๒) คําว่า “วัน” หมายถึง เวลาทํางานปกติ ของลูกจ้าง

ข้อ ๕ นายจ้างที่ให้ลูกจ้างทํางานในตําแหน่งงานหรือลักษณะงานที่ต้องใช้ทักษะฝีมือ ความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานฝีมือในสาขาอาชีพและระดับใด ไม่ว่าจะครอบคลุมมาตรฐานฝีมือ นั้นทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดก็ตาม ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้าง ตามมาตรฐานฝีมือในสาขาอาชีพและระดับนั้น

ข้อ ๖ ภายใต้บังคับข้อ ๕ ลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือในสาขาอาชีพและ ระดับใด ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศนี้มีผลใช้บังคับ หากประสงค์จะใช้สิทธิให้ยื่นหนังสือรับรองว่าเป็น ผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือในสาขาอาชีพและระดับนั้นแก่นายจ้างโดยเร็ว เมื่อนายจ้างได้รับหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้จ่ายค่าจ้างตามอัตราในประกาศนี้ให้แก่ ลูกจ้างนับแต่วันที่ได้หนังสือรับรองเป็นต้นไป

ความเข้าใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีเพื่อน hr มาบ่นกับผมครับ ได้ไปอ่านบทความมาจาก web แห่งหนึ่ง อ่านแล้วไม่ชอบใจอย่างมาก ผมก็ถามว่า อ้าวทำไมล่ะ เค้าบอกว่า คนเขียนเขียนได้แย่มาก เขียนเอามัน เขียนเอาสนุก เขียนเข้าข้างพนักงานแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงเลย… เอ มันเรื่องอะไรกันหว่า

 

ผมก็เลยไปตามหาอ่านบทความที่ว่า และก็ได้เรื่อง…

จากที่ผมอ่าน ผมสรุปใจความได้ว่า การที่พนักงานต้องแหกตาตื่นตี 4 ตี 5 ไปทำงานทุกวันนี้ มันส่งผลแย่ต่อพนักงาน ทำให้พนักงานสุขภาพย่ำแย่ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหารถติด ปัญหาการสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ที่จะเป็นอย่างนี้อย่างน้อยอีก 1-4 ปี แล้วแต่เส้นทางนั้น ทำให้พนักงานไปทำงานไม่ค่อยจะทัน ต้องตื่นเร็วขึ้น ออกเร็วขึ้น เพื่อบริหารเวลาในการไปทำงานให้ทันเวลาเข้างาน hr ก็ช่างใจร้ายไม่เข้าใจพนักงานเสียเลยว่าพนักงานต้องผจญกับวิบากกรรมอะไรบนท้องถนนบ้าง บ้านผมอยู่ไกลนะ เข้าใจผมบ้าง

ผมขอมองแบบเป็นกลางเลยนะครับ ที่เจ้าของบทความเขียนมานั้น ก็ถูกอยู่ ก็ถนนกำลังทำ รถไฟฟ้ากำลังสร้าง มันก็เลยติด จะให้ผมทำอย่างไร แต่ว่านะครับ ข้อแรก เลยนะครับ คนไทยมักจะสมัครงานกับบริษัทใหญ่ๆ สวัสดิการดีๆ เงินเดือนสูงๆ เมื่อเราตัดสินใจสมัครงานที่ไหน เราคำนึงถึงแต่สิ่งเหล่านี้หรือครับ คำตอบคือไม่ ยังมีเรื่องการเดินทาง วิธีการเดินทาง จำนวนชั่วโมงการเดินทาง จำนวนวันหยุดประจำสัปดาห์ โบนัส ฯลฯ เมื่อคุณเลือกที่จะสมัครงานกับที่ไหนแล้ว แปลว่าคุณตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้วว่า เรายอมรับกฎกติกาของบริษัทที่เราจะไปทำ ยอมรับสภาพแวดล้อมของการทำงาน ยอมรับกฎระเบียบของบริษัท สิ่งที่เราได้มากับเวลาที่เสียไปมันจะคุ้มค่ากัน ดังนั้น การเรียกร้องว่า บ้านชั้นไกล ขอมาทำงานสาย มีการทุบสะพาน ขอมาช้าหน่อย การนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นข้อต่อรองกับนายจ้าง ผมว่าไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ เพราะคุณกำลังเอาเรื่องส่วนตัวมาต่อรองกับบริษัท ผมถามว่า ถ้าอ้างว่ารถติด บ้านไกล ทำไมไม่หาที่ทำงานใกล้ๆ กับที่พักล่ะครับ

ไม่ใช่ว่าผมไม่เข้าใจฝั่งพนักงานนะครับ แต่ว่า กฎระเบียบบริษัทถูกออกแบบมาเพื่อให้พนักงานมีวินัยในการทำงาน หากพนักงานคนนึงทำผิดได้ คนอื่นก็ทำผิดได้เช่นกัน แล้วจะมีกฎของบริษัทเอาไว้ทำไม อย่างไรก็ตาม ถ้ามีเหตุการณ์สุดวิสัยจริงๆ เช่น มีการกำหนดรื้อสะพานข้ามแยก เป็นเวลา  2 สัปดาห์ มีการปิดถนนเพิ่มอีกฝั่งละเลน เหลือเพียงไปกลับได้ฝั่งละเลน อันนี้ก็พอจะมาคุยกับทาง hr เป็นกรณีๆ ไปได้และมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน แต่ไม่ใช่ว่า มาอ้างว่า ทุกวันนี้รถติด ขอมาทำงานสาย 30 นาทีละกันนะ ไม่งั้นชั้นจะลาออกย้ายที่ทำงาน ถ้าแบบนี้ ผมว่าลาออกเถอะครับ เพราะคุณเองก็เหนื่อยจากการเดินทาง ทางบริษัทก็ต้องเสียงานเสียการ ยิ่งถ้าคุณอยู่ในตำแหน่งที่มีผลกระทบกับเพื่อนร่วมงานด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรใหญ่ และคุณเองก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเพื่อนร่วมงานนำไปทำต่อๆ กันด้วย และท้ายสุด จะส่งผลต่อการประเมินประจำปีของตัวคุณเองด้วยครับ

การต่อรองกับนายจ้างในบางเรื่องบางครั้ง เป็นสิ่งที่ทำได้นะครับ หากจำเป็น แต่ไม่ควรทำพร่ำเพรื่อหรือเมื่อยังมีทางเลือกอื่น เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าคุณไม่ใช่คนที่นายจ้างรักจริงๆ การต่อรองของคุณก็จะทำให้คุณไปจากเขาเร็วขึ้นครับ นายจ้างควรเข้าใจลูกจ้างก็สำคัญ แต่ลูกจ้างก็ต้องเข้าใจนายจ้างด้วยเช่นกันนะครับ

การลงทุนกับโปรแกรม hr

ezyhrsample

สวัสดีครับ วันนี้จะมาคุยเรื่องเบาๆ สักเล็กน้อย เรื่องความคุ้มค่ากับการลงทุนซื้อโปรแกรม hr ครับ

สำหรับนายจ้างที่มีพนักงานไม่มากนัก การลงทุนซื้อโปรแกรม hr สักตัวหนึ่ง อาจจะไม่ได้สำคัญเท่าไหร่ ยิ่งถ้าเงื่อนไขการจ่ายไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนแล้ว Excel ธรรมดาๆ ก็คงช่วยได้

แล้วทำไมเราต้องลงทุนกับโปรแกรม hr แพงๆ ล่ะ???

ข้อ 1 Excel เราต้องมานั่งทำทุกอย่างเองครับตั้งแต่การออกแบบไฟล์ การสร้างสูตร หากสร้างสูตรผิด ทุกอย่างก็จะผิดเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ทำให้ผิดพลาดได้ง่าย และตรวจสอบย้อนหลังค่อนข้างยาก เพราะทุกอย่างตัวเลขมันเชื่อมกันหมดอัตโนมัติ ไม่เหมือนโปรแกรม ที่จะมีการพักตัวเลขเป็นช่วงๆ ให้ส่งค่า ทำให้เราเช็คไปทีละสเต๊ปได้ว่า ตัวเลขจากตรงไหนกันแน่ที่เริ่มผิดเป็นที่แรก

ข้อ 2 คนที่จะมาทำ Excel ตรงนี้ได้ อย่างน้อยต้องมีความรู้เรื่องการทำเงินเดือน การคิดขาดลามาสาย การคิด OT  เพราะคุณต้องตรวจสอบกระทบยอดกลับในทุกขั้นตอนได้ว่า ตัวเลขผิด ผิดอย่างไร ผิดที่สูตร ผิดที่คนใส่ตัวเลข ถ้าสูตรผิด ต้องเป็นอย่างไรจึงจะถูก

ข้อ 3 คนทำ excel คือ พนักงานธรรมดาคนนึง ทำให้การผิดพลาดจาก human error เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า

ข้อ 4 เมื่อเราใช้โปรแกรม ทุกอย่างเราทำงานบนโปรแกรมทั้งหมด ถ้าโปรแกรมดีๆ จะจัดการงานเอกสารทั้งหมดบนโปรแกรมไปด้วย มีการแจ้งเตือน ประมวลผลค่าต่างๆ ให้เสร็จสรรพ ทำให้ลดต้นทุนการใช้กระดาษ ลดเวลาการทำงานจากการบันทึกงานจากกระดาษเข้าระบบ ลดการสูญหายของข้อมูลกระดาษ การเก่าเก็บ หรือมีผู้ขอดูแล้วเอกสารหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกสารสำคัญ

โปรแกรมในตลาดปัจจุบัน มีให้เลือกมากมายหลายบริษัท ทั้งจากในและต่างประเทศ มีทั้งแบบติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ (มีเซอร์เวอร์) และแบบใช้งานผ่าน web (มีหรือไม่ต้องมีเซอร์เวอร์) ให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย มีทั้งแบบราคาย่อมเยาว์ไม่กี่พันไปจนถึงราคาหลักล้าน ดังนั้น หากต้องการเปลี่ยนมาใช้เป็นโปรแกรม hr สักตัว ก็ควรศึกษาและดูรายละเอียดแต่ละโปรแกรมให้ดีว่าตอบสนองต่อความต้องการของเราได้มากน้อยเพียงใด

ข้อดีอีกข้อที่ผมเคยเห็นมากับตาจากการที่ผมรับจ้างทำเงินเดือนก็คือ พนักงานที่เคยขาดงาน มาสายกันอย่างมากในแต่ละเดือนนั้น เมื่อเริ่มมีการใช้งานโปรแกรม ภายในปีเดียว ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า มันจะทำให้พนักงานลดอัตราการมาสายและขาดงานลงได้ชงัดอย่างมาก ผมเชื่อว่าเหตุผลมาจากการที่เมื่อเราใช้โปรแกรมทำเงินเดือนแล้ว เราจะไม่มีการอะลุ่มอล่วยกันอีก เพราะโปรแกรมไม่มีคำว่าหยวนๆ หรือไว้ครั้งหน้า อาจถือได้ว่า นี่เป็นข้อดีอีกข้อของโปรแกรมก็ได้ครับ

 

สนใจ โปรแกรมเงินเดือน ที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์การทำงานของ HR สมัยใหม่ รองรับทั้งบนพีซีและมือถือ ดูได้ที่นี่

จ่ายค่าจ้างเมื่อลูกจ้างเกษียณ

Retirement Where to Go

ต้นปีนี้มีข่าวใหญ่หลายเรื่องที่กระทบกับพนักงานและนายจ้างค่อนข้างมากนะครับ ต้องติดต่อข่าวให้ดีว่าสุดท้ายแล้วจะจบอย่างไร เริ่มต้นเมื่อไหร่

เรื่องแรก การจะขึ้นเพดานอัตราค่าจ้างที่นำมาใช้ในการคำนวณอัตรานำส่งประกันสังคมจาก 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท (T T) สำหรับคนที่รายได้ไม่ถึง 15,000 บาท ก็คงไม่กระทบเท่าไหร่ เพราะยังไงก็คงจ่ายเท่าเดิม แต่สำหรับคนที่เกินแล้ว ก็จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มอย่างเลี่ยงไม่พ้นครับ ค่อนข้างแน่นนอนว่าจะใช้อัตรานี้แน่ๆ เพียงแต่รอการประกาศใช้อย่างเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งเพดานใหม่นี้จะรวมถึงอัตราต่ำสุดที่นำมาคำนวณด้วย แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่า เพดานขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้นจาก 1,650 บาท ขึ้นมาเป็นเท่าใด

เรื่องที่สอง พรบ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการเกษียณอายุของลูกจ้าง โดยกำหนดให้พนักงานเมื่ออายุครบ 60 ปี ให้นายจ้างจ่ายค่าเกษียณอายุให้กับลูกจ้าง ซึ่งครม.มีมติเห็นชอบแล้ว ก็คงต้องรอการประกาศใช้ต่อไปว่าสุดท้ายแล้ว ตัวเลขที่ออกมาในกฎหมายและบทลงโทษนายจ้าง รวมถึงเงื่อนไขการจ่ายจะเป็นอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับนี้จะเป็นผลดีต่อลูกจ้างที่ขาดการวางแผนทางการเงินหลังเกษียณครับ

เรื่องที่สาม ประกันสังคมได้จัดทำ MOU กับโรงพยาบาลและสถานพยาบาลบางส่วนแล้วเกี่ยวกับการทำฟันที่สามารถทำฟันได้โดยไม่จำเป็นต้องสำรองจ่ายไปก่อน โดยจะนำร่องในโรงพยาบาลบางส่วนก่อน จากนั้นจะขยายต่อไปยังสถานพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นผลดีต่อลูกจ้าง โดยเฉพาะลูกจ้างรายวัน เพราะเงินค่าทำทันตกรรมที่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนนั้น ก็ถือเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยครับ

สวัสดีปีใหม่

สิ้นปีแล้วครับ เตรียมตัวกลับบ้านหรือพร้อมเดินทางท่องเที่ยวกันหรือยังครับ

ถ้าท่านใดเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะ ก็ควรเดินทางไปถึงก่อนเวลาแต่เนิ่นๆ ด้วยนะครับ ช่วงสิ้นปีแบบนี้คนเยอะ อาจจะทำให้รถติดและทำให้ตกรถที่จองเอาไว้ได้

ท่านใดที่ไปรถส่วนตัว ก็อย่าลืมตรวจเช็คลมยาง น้ำมันเบรค สภาพเครื่อง และเตรียมพร้อมอุปกรณ์อื่นๆ ให้พร้อมสำหรับเดินทางด้วยนะครับ เราไม่ทราบว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ดังนั้นการเตรียมพร้อมจึงสำคัญที่สุดครับ

และอย่าฉลองปีใหม่กันจนเกินเลยไปนะครับ เมาไม่ขับ อย่าลืมคิดถึงคนข้างหลังเยอะๆ ครับผม มีคนคอยห่วงใยเราอีกมาก

เที่ยวให้สนุกครับ สวัสดีปีใหม่ ด้วยใจ จากทีมงาน thaihrpro ครับผม

โบนัส การออม มนุษย์เงินเดือน สิ้นปี ใช้จ่าย เทศกาล

โบนัสกับการออม

จะสิ้นปีกันแล้วครับ ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับเงินเดือนเดือนนี้กันหรือเปล่า ^ ^ ผมเองก็ตื่นเต้นครับว่าเงินเดือนจะเข้าธนาคารมาเท่าไหร่น้า

 

ใช่แล้วครับ เพราะว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่บริษัทส่วนใหญ่จะจ่ายโบนัสกัน มากบ้าง น้อยบ้าง ตามขนาดบริษัทและกำลังจ่ายที่บริษัทพึงจะจ่ายให้เป็นค่าตอบแทนความขยันหมั่นเพียรให้กับพนักงานอย่างเราๆ ได้

สิ้นปีนี้ รัฐบาลได้ออกประกาศเพิ่มเติมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอย่าง ดังที่ผมเคยพูดไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนว่า น่าจะมีแน่ๆ ซึ่งก็มีจริงๆ มันกลับมาอีกครั้งกับ ช็อปช่วยชาติ

หลายคนคิดว่า พอโบนัสออก ก็นำไปใช้จ่ายให้รางวัลกับตัวเองกับค่าเหนื่อยทั้งปีที่ผ่านมา ไปซื้อของเข้าบ้านในส่วนที่อยากได้ เช่น โทรศัพท์ใหม่ ทีวีใหม่ หรืออาจจะรถคันใหม่

จะใช้จ่ายอย่างไรก็อย่าลืมเก็บบางส่วนไว้สำหรับการออมบ้างนะครับ อนาคตข้างหน้าไม่แน่ไม่นอน ดังนั้นการออมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการออมที่ดีควรจะออมอย่างน้อย 20% ขึ้นไป หรือมากกว่า และจริงๆ เราควรจะออมก่อน แล้วจึงนำที่เหลือจากการออมไปใช้จ่ายตามที่เหลือครับ ก็จะทำให้การเงินการออมของเรามั่นคงขึ้น ท่องไว้ครับ เพื่ออนาคต!!

ท้ายนี้ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกับโบนัสและปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ครับ

ยกยอด วันหยุด ลาพักร้อน ประจำปี

การยกยอดพักร้อนประจำปี

วันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือที่นิยมเรียกว่าวันพักร้อนนั้น จะมีการยกยอดพักร้อนประจำปีเป็นสองแนวทางใหญ่ๆ ครับ คือ ยกข้ามปี และตัดปีต่อปี

การยกยอดข้ามปีก็มีหลายแบบ ส่วนใหญ่จะยอมให้ยกยอดที่เหลือไปได้ทั้งหมด มีบ้างที่จะยกยอดไปเพียงบางส่วน หรือมีเงื่อนไข คือเมื่อยกยอดไปแล้ว รวมกับของใหม่จะต้องไม่เกินกี่วัน และเมื่อยกยอดไปแล้ว ยอมให้ใช้ได้อีกกี่วัน ซึ่งปกติแล้ว ส่วนใหญ่จะให้ใช้ได้ไม่เกิน 3 เดือน เพื่อบังคับให้พนักงานรีบใช้งานให้หมดนั่นเอง แต่ก็มีบางส่วนที่เคยพบว่า ยอมให้คงไว้ได้จนถึงสิ้นปีทีเดียว

อีกแบบหนึ่งคือการตัดแบบปีต่อปีนั้น ก็จะมีสองแบบอีกเหมือนกัน คือ ตัดแล้วจ่ายคืนหรือไม่ หรือทิ้งแล้วไม่จ่ายคืน การไม่จ่ายเงินคืนจะต้องมีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรหรือแสดงความยินยอมไม่ใช้วันหยุดพักร้อนประจำปีของตนเองด้วย มิฉะนั้นหากลูกจ้างร้องเรียนภายหลังว่านายจ้างไม่อนุมัติให้ตนเองได้หยุดเมื่อต้องการ หรือบังคับไม่ให้หยุดเสียแล้ว ฝ่ายนายจ้างจะมีความผิด เนื่องจากกฎหมายระบุให้นายจ้างต้องจัดเตรียมวันหยุดพักร้อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างนั่นเอง

นี่ก็ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ไม่ทราบว่า ทุกคนใช้วันพักร้อนกันหมดหรือยังครับ หรือจะเก็บไว้หยุดยาวปีใหม่กันเอ่ย อย่ามัวแต่ทำงานจนลืมใช้สิทธิ์ตนเองด้วยนะครับ

ประกาศ กองทุนรวม LTF

ประกาศฉบับใหม่เกี่ยวกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

ใครที่เสียภาษีอยู่ในปัจจุบัน คงไม่มีใครไม่รู้จักกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ใช่ไหมครับ วันนี้ ผมมีข่าวที่บีบคั้นหัวใจคนที่ชอบซื้อกองทุน LTF มาฝากกัน

อธิบดีกรมสรรพากร ได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 276) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา

ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปี 2562 ครับ เป็นการต่ออายุการนำกองทุนหุ้นระยะยาวมาใช้ลดหย่อนภาษีได้

การถือครองตามข้อ 1(2) คือ จะต้องถือครองเป็นจำนวน 7 ปีปฏิทิน นับอย่างไรจึงเรียก 7 ปีปฏิทิน ถ้าเราซื้อกองทุน LTF ในปี 2559 จะนับปี 2559 เป็นปีที่ 1 และนับไปเรื่อยๆ ก็จะได้ปี 2565 เป็นปีที่ 7 ดังนั้น เราจึงจะสามารถขายกองทุน LTF ที่เราซื้อในปี 2559 ได้ในปี 2565 ครับ อย่านับผิดเชียวนะครับ และอย่าลืมด้วย เพราะคิดไว้เสมอว่า “ขายผิดปี มีภาษีย้อนหลัง” ครับผม

สัญญาจ้าง

สัญญานายจ้างและลูกจ้าง

วันนี้เรามาพูดถึงสัญญากันเล็กน้อยครับ

ทราบหรือไม่ว่า การที่นายจ้างและลูกจ้างทำสัญญาต่อกันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม เพื่อป้องกันนายจ้างและลูกจ้างฟ้องร้องต่อกันเมื่ออีกฝ่ายผิดสัญญานัั้น ในทางกฎหมายมันมีผลแค่บางกรณีเท่านั้น เอ๊ะ ยังไง

กรณีที่ว่านี้คือ สัญญานั้น จะต้องไม่ขัดกับหลักของกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย และเป็นธรรม อย่างแรกเลย ถ้านายจ้างเอาเปรียบลูกจ้างด้วยการกดดันให้ออก แล้วจ่ายเงินชดเชยไม่เป็นไปตามกฎหมาย จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม หากเหตุผลนั้น การจ่ายค่าชดเชยนั้น ขัดกับหลักกฎหมายแล้ว จะถือว่าเป็นโมฆะ หากลูกจ้างนำไปฟ้องร้อง มีโอกาสสูงที่นายจ้างจะแพ้คดี

เช่น นายจ้างให้ลูกจ้างออกโดยให้เหตุผลว่า ผลประกอบการไม่ดี บริษัทขาดทุน โดยยอมจ่ายค่าชดเชยให้ตามสมควร และให้ลงชื่อในเอกสารไม่ฟ้องร้องกับนายจ้าง แต่หากภายหลังปรากฎว่า บริษัทมิได้ขาดทุน แค่ผลประกอบการลดลง (รายได้ลดลง แต่ยังไม่ถึงขาดทุน) อย่างนี้ เหตุผลที่ใช้ในการเลิกจ้่างลูกจ้างก็เป็นการโกหกเสียแล้ว เพราะนายจ้างแจ้งว่าขาดทุน แต่จริงๆ ยังไม่ขาดทุน ดังนั้น หากมีการฟ้องร้องจากลูกจ้าง ก็มีโอกาสสูงที่ลูกจ้างจะชนะ และได้รับเงินค่าชดเชยเพิ่มขึ้น อันเนื่องจากสัญญาที่ลงรายมือชื่อไปนั้นเป็นโมฆะ

ดังนั้น นายจ้างจะทำสิ่งใด ลูกจ้างจะทำสิ่งใด ก็ควรทำให้ถูกต้อง ตามหลักของกฎหมายทุกประการ เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้องในภายหลัง และเพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองหลังจากการถูกเลิกจ้างทั้งฝั่งนายจ้างเองและฝั่งลูกจ้างด้วยนะครับ

ขอขอบคุณกรณีตัวอย่างดีๆ จากคุณวิชัญ กรุงเทพเอชอาร์เอ็ม ครับ

การกระตุ้นการใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

เมื่อวานนี้ ได้ทราบข่าวว่า รัฐบาลเตรียมอนุมัติเงินเพื่อจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ไปขึ้นทะเบียนไว้กับทางรัฐบาล เพื่อนำไปใช้จ่ายในช่วงปลายปีนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ขอแสดงความยินดีกับผู้มีรายได้น้อยด้วยนะครับ

 

621-131018032747

 

ส่วนพนักงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ไป ทราบว่า ปลายปีนี้ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเหมือนเคย เช่นเดียวกับในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หรือการซื้อสินค้า OTOP ในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งก็คงต้องดูว่า จะเป็นไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้หรือไม่

สำหรับค่าใข้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว ยังนำไปหักลดหย่อนได้อยู่นะครับ อย่าลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีกันด้วยนะครับ

มดขี้เกียจ

มดขยันและมดขี้เกียจ (ตอนจบ)

สวัสดีครับ มาต่อกันอีกครั้งกับเรื่อง มดขยันและมดขี้เกียจ ครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงประโยคที่ตัวเอกของเราได้กล่าวคำที่ทำให้ผมสะดุดใจมาประโยคหนึ่งยาวๆ ครั้งนี้ เราจะมาคุยกันถึงเรื่อง เราได้อะไรจากเรื่อง มดขยันและมดขี้เกียจ

สำหรับมุมมองของผมแล้ว ถ้าจะบอกว่า คำกล่าวของตัวเองไม่ผิดนัก ก็คงจะถูกต้อง เพราะถ้าเราเอาคนที่เก่งที่สุดในห้อง 10 คนมาทำข้อสอบ 10 ข้อ แล้วตัดคะแนนที่ 7 ถือว่าเก่งล่ะก็ ทั้ง 10 คนก็คงจะอยู่ในระดับเก่งทั้งหมด แต่ถ้าเราเข้าไปดูรายละเอียดของคะแนน มีคนได้ 10 คะแนน 2 คน ได้ 9 คะแนน 5 คน และ 8 คะแนน 3 คน เราก็คงบอกได้ว่า คนได้ 8 คะแนน เป็นคนไม่เก่งนั่นเอง

กลับมาเรื่องมด หากเปรียบเทียบกับคนในองค์กรแล้ว ก็คงจะมีคน 20% ซึ่งผมขอเรียกว่า “เป็นคนที่ขยันน้อยกว่าคนอื่น” ก็แล้วกัน ถ้าเราไล่คนกลุ่มนี้ออก ด้วยการประเมินผลแล้วบอกว่า เพราะคุณไม่ขยัน คุณขี้เกียจ สุดท้าย 20% ของคนทีเหลือก็จะกลายเป็นขี้เกียจต่อไป กลายเป็นวงกลมไม่จบสิ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคิดต่อ ไม่ใช่จะไล่ออกอย่างไร แต่ทำอย่างไรจึงจะให้คนกลุ่มนี้ ทำงานได้อย่างเต็มความสามารถของเค้าต่างหาก เพราะไมใช่เขาไม่ขยัน ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ เพียงแต่มันน้อยกว่าคนส่วนใหญ่เท่านั้นเอง ถูกมั้ยครับ

แน่นอนว่า คนบางคนก็ไม่ได้ขี้เกียจหรือไม่ขยัน แต่เขาไม่ต้องการทำตัวเด่น ไม่ต้องการแย่งชิงกับใคร ทำงานแบบปิดทองหลังพระ ขยันในตอนที่คนอื่นไม่รู้ก็มี ถ้าเราประเมินแล้ว เขาทำงานดี งานไม่บกพร่อง ไม่เคยทำผิด ก็ไม่ต้องไปไล่เขาออกหรือขจัดเขาออกไปก็ได้ (ยกเว้นขี้เกียจหรือไม่ไหวจริงๆ อ่ะนะ อย่างสายทุกวันเป็นกิจนิจหรือส่งงานล่าช้าตลอด) คุณเก็บเขาไว้ เขาก็ยังสร้างประโยชน์ให้คุณได้ เผลอๆ เขาอาจจะมีอะไรที่คุณยังไม่รู้และสามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กรในภายภาคหน้าได้อีกด้วย

มดขยัน

มดขยันและมดขี้เกียจ (ตอนแรก)

สวัสดีครับ อาจจะงงๆ กับหัวข้อสักหน่อย ว่า เอ๊ะ นี่มันเว็บไซด์ hr หรือสารคดีเรื่องสัตว์โลกเนี่ย ก็ต้องขอบอกว่า เว็บไซด์ hr นี่แหละครับ แต่หัวข้อในวันนี้เราจะเอาเรื่องมดมาเป็นอย่างกัน

เรื่องของเรื่องเนี่ย พอดีผมได้อ่านนิยายเรื่องหนึ่งเข้า มีฉากหนึ่งที่มีคนถามพระเอกว่า ทำไมคุณที่เป็นคนที่เอื่อยเฉื่อย ขี้เกียจ งานอดิเรกบ้าๆ บอๆ และมักสอบได้ที่สุดท้ายหรือเกือบสุดท้ายเสมออย่างคุณ ถึงกลายมาเป็นคนที่เก่งกาจได้

สิ่งที่เค้าตอบกลับมา ก็คือ “เคยได้ยินมาว่า 10 ถึง 20% ของมดในรังหนึ่งๆ นั้น เป็นพวกขี้เกียจ แต่ถ้าคุณเอาพวกขี้เกียจออกไปล่ะก็ 20% ของมดขยันทำงานที่เหลือ จะกลายเป็นพวกขี้เกียจทันที ตอนที่ถูกผู้บังคับบัญชาดุด่าอยู่ เรื่องนี้ก็ได้หลุดจากปากผมออกไป ซึ่งคิดว่าคงมีระดับบิ๊กที่ไหนได้ยินเข้า ดังนั้นถ้าจะรวบรวมคนที่มีความสามารถล่ะก็ มันก็เป็นการฉลาดกว่าที่จะรวบรวมพวกขี้เกียจเข้าไปด้วยตั้งแต่แรก แทนที่จะปล่อยให้ 20% ของคนมีความสามารถกลายเป็นพวกขี้เกียจ จริงมั้ย?”

เมื่ออ่านจบ ผมนิ่งคิดไปสักพักนึง แล้วก็ได้คำตอบออกมา…

ครั้งหน้า เราจะมาต่อกันครับ ว่าเราได้อะไรจากคำพูดประโยคนี้บ้าง

 

ทริคในการลงทุนระยะยาว

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนจบ : ทริคในการลงทุน

นอกจากเรื่องการลงทุนแล้ว

ผมยังได้แนะนำทริคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการลงทุน ให้กับพี่บีไปอีกนิดหน่อย ที่นิดน่อยนี่ไม่ได้หวงอะไรนะครับ แต่เพราะพี่บียังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนจริง ดังนั้น การยัดเยียดอะไรที่มากเกินไปจะทำให้กังวลและลังเลที่จะลงทุนเสียเปล่าๆ ดังนั้น ให้พี่บีได้ลงทุนไปสักระยะแล้วเราค่อยๆ เติมไปจะดีกว่า
เช่น ถ้าภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่ไม่รู้จะลงทุนในกองทุนอะไรดี ไม่ต้องคิดมากครับ กองทุนรวม SET50 ไปเลย หรืออย่างถ้าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเริ่มขาลง ควรทำยังไง ก็ไม่ต้องคิดมากอีกเหมือนกัน กองุทนรวมตลาดเงินครับ
ตลอดระยะเวลาที่ผมได้คุยกับพี่บีนั้น ผมชอบตอนจบมาก ผมถามพี่บีว่า แล้วพี่สนใจจะลงทุนแบบไหนดีครับ พี่บีตอบกลับมาว่า ผมคงลงทุนในความเสี่ยงน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มทีหลังดีกว่า ผมว่านี่เป็นความคิดที่ดีมาก ถ้าเรายังไม่มั่นใจ ไม่มีประสบการณ์ เราก็ไม่ควรไปใส่กับมันเต็มที่ เราต้องเตรียมพร้อมความรู้และประสบการณ์ให้อย่างน้อยก็ในระดับที่มีคนมาเป่าหูเราแล้ว เราไม่หวั่นไหวไปเขาได้นั่นล่ะครับ เพราะไม่ว่าอนาคตจะได้มาก ได้น้อย เสียมาก เสียน้อย จะได้ไม่มานั่งเจ็บใจตัวเองในภายหลังว่า เพราะเรามันโง่ ไม่มีประสบการณ์ ละโมบโลภมากไป
ก็หวังว่าทุกคนจะลงทุนอย่างมีสตินะครีบ หากมีข้อสงสัยใดๆ สอบถามเพิ่มเติมเข้ามาได้ครับ ผมยินดีตอบครับ โดยพูดคุยกันเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page ของเรา -> รู้ทัน HR

ลงทุนในสภาพเศรษฐกิจไม่ดี

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนที่ 3 : การเลือกลงทุน

เมื่อพี่บี มองเห็นภาพรวมกว้างๆ ของกองทุน แล้ว ทีนี้ แล้วลงทุนระดับไหนล่ะถึงจะดี หรือจะเอาระดับ 8 ทองคำเลยดี เสี่ยงสูงผลตอบแทนก็น่าจะสูง ใช่ครับผมไม่เถียง แต่อยากบอกว่า แล้วเรารับได้หรือเปล่ากับความเสี่ยงนั้น อย่าคิดแต่จะได้รับผลตอบแทนสูงๆ เชียวนะครับ เพราะเวลากองทุนพวกนี้โฆษณาในโทรศัพท์ให้เราฟังกัน มักจะประมาณการผลตอบแทนให้ฟังกันเสียสวยหรู 10%บ้าง 15% บ้าง แต่ไม่เคยบอกเลยว่า แล้วมีโอกาสขาดทุนมั้ยหรือสักเท่าไหร่กัน ตอนจบมีแค่ประโยคสั้นๆ การลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน มีความเสี่ยง บลาๆๆๆๆ บางคนฟังอาจจะไม่ได้คิดให้ดี คิดแต่เพียงว่า กำไรดี ก้ไปลงทุนเท่านั้น

ศึกษาการลงทุนเพิ่มเติม

ผมแจ้งพี่บีไปว่า เมื่อพี่รู้แบบนี้แล้ว พี่ควรลองไปศึกษาเพิ่มว่า แต่ละธนาคาร มีกองทุน RMF อะไรบ้าง ระดับความเสี่ยงไหน เมื่อเลือกได้แล้ว ลองศึกษาดูว่า กองทุนนั้นๆ ลงทุนในอุตสาหกรรมอะไร เช่น สื่อสาร ทองคำ ธนาคาร หรือก่อสร้าง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ ว่าควรจะลงทุนอะไรดี รวมถึงค่าธรรมเนียมของแต่ละกองทุน จำนวนเงินขั้นต่ำในการลงทุนแต่ละครั้ง เพราะงบประมาณของพี่บีคือ เดือนละ 1000 บาท แต่บางกองทุนจำเป็นต้องซื้อขั้นต่ำครั้งละ 2000 บาท หรือ 5000 บาท ก็ทำให้ไม่สามารถซื้อได้

สรุป

สำหรับการเลือกกองทุน สิ่งที่ผมแนะนำไปคือ หากไม่ต้องการไปผูกพันกับภาวะเศรษฐกิจมาก ก็ควรเลือกกองทุนรวมที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ปัจจัย 4 เครื่องอุปโภคบริโภค การรักษาพยาบาล เรื่องเหล่านี้ คนเราต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีขนาดไหน คนเราก็ต้องกินต้องใช้ และถ้าป่วยก็ต้องรักษา ดังนั้น การลงทุนในประเภทนี้ จะมีภาษีดีกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นพวกของฟุ่มเฟือย หรือของที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น การผลิตเครื่องจักร การผลิตรถยนต์ เป็นต้น

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนที่ 2 : การลงทุนในอุตสาหกรรมของกองทุนรวม

กองทุนรวมนั้น นอกจากจะแบ่งระดับความเสี่ยงแล้ว ยังแบ่งประเภทของกองทุนเป็นแบบต่างๆ อีกหลายหลายประเภท (สามารถอ่านรายละเอียดแบบระเลียดได้ที่ https://www.set.or.th/education/th/begin/mutualfund_content02.pdf) และแต่ละกองทุนก็ยังลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ไม่แตกต่างกันอีกด้วย ฟังมาตั้งนาน พี่บีส่งสติ๊กเกอร์มาอันนึง “บร๊ะเจ้า” …. คงจะอึ้งไปล่ะมั้งว่า ทำไมมันยุ่งยากมากมายขนาดนี้ อันที่จริงผมจะแนะนำให้ไปซื้อกองทุนนั้นสิ กองทุนนี้สิเลยก็ได้ แต่พี่บีจะขาดความรู้ในการลงทุนในระยะยาว และไม่สามารถตัดสินใจเองได้ในอนาคตว่า กองทุนไหนน่าจะดี แบบไหนน่าจะเวิค เศรษฐกิจแบบนี้ ควรลงทุนแบบไหน

กองทุนที่พี่บีสนใจคือ RMF ซึ่งข้อดีของ RMF อยู่ที่มีการลงทุนที่หลากหลาย ถ้าเป็น LTF การลงทุนจะจำกัดแต่เฉพาะความเสี่ยงระดับ 6 เท่านั้น ซึ่งก็เป้นไปตามชื่อคือ กองทุนรวมหุ้น ก็ต้องลงทุนในหุ้นนั่นแหละครับ

RMF มีการกระจายการลงทุนตั้งแต่กองทุนรวมตลาดเงินเพื่อการเลี้ยงชีพ จนกระทั่งถึงกองทุนรวมทองคำเพื่อการเลี้ยงชีพ แต่ไม่มีการลงทุนในระดับอุตสาหกรรมเฉพาะ (ระดับ 7) นะครับการลงทุนก็มีตั้งแต่ลงทุนในตราสารเงิน อุตสาหกรรมธนาคาร ก่อสร้าง สื่อสาร หรืออาจจะรวมหลายๆ อุตสาหกรรมไว้ในกองทุนเดียวกันก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนแบบกว้างๆ หรือเน้นภาพรวม จะไม่เจาะจงในกลุ่มใดมากเกินไป เพราะอาจมีความผันผวนมากเกินไป เพราะจุดประสงค์คือ เพื่อไว้เลี้ยงชีพหลังเกษียณ ดังนั้น จึงควรมีความเสี่ยงน้อย หรือจะเป็นแบบลงทุนในบริษัทที่อยู่ใน SET 50 หรือ Set 100 หรือ MAIบางก็กองทุนก็ไมได้จำกัดในเรื่องของกลุ่มอุตสาหกรรม แต่จะมองไปที่ผลประกอบการ การปันผลต่างๆ แล้วไปลงทุนในบริษัทเหล่านั้นก็มี

ดังนั้น หากเราต้องการเลือกลงทุนแล้วล่ะก็ จำเป็นต้องศึกษาพวกกองทุนเหล่านี้ให้เข้าใจเสียใจ เพื่อจะได้ไม่เสียใจทีหลังว่าทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง

 

ลงทุน วัยเกษียณ

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนที่ 1 : มารู้จักกองทุนรวมกันเถอะ

สวัสดีครับ วันนี้ขอคุยเรื่องการลงทุนสักนิดหนึ่งครับ เรื่องของเรืองเกิดจากเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา น้องคนที่รู้จักเค้ามาให้ผมอธิบายให้กับเพื่อนของเค้าอีกทีเรื่องการลงทุนใน RMF เมื่อแอดไลน์กันเรียบร้อย ก็เริ่มพูดคุยกัน ผมขอสมมุติว่าพี่เขาชื่อ บี นะครับ

หลังจากสนทนากันไปพักนึงจึงสรุปได้ว่า

  1. ต้องการออมเดือนละ 1000 บาททุกเดือน
  2. การออมนี้จะต้องนำไปใช้สำหรับตอนเกษียณเท่านั้น
  3. พี่บีไม่มีความรู้อะไรเลยนอกจากรู้แค่ว่า RMF มันลดหย่อนภาษีได้ (เอิ่ม)

เริ่มแรก ด้วยที่เราก็เคยไปอบรมเกี่ยวกับการสอบ single license มาก่อน ก็ควรจะแนะนำข้อมูลให้กับพี่บีได้ทราบสักเล็กน้อยเกี่ยวกับการลงทุน แรกเริ่มเลย เราก็เตือนเขาไปว่า การลงทุน ไม่ใช่การฝากเงิน มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนหรือได้กำไรก็ได้ (จำมาจากเอกสารเป๊ะๆ ฮ่าฮ่า)

หลังจากนั้น ก็เริ่มสาธายายเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงก่อน (ขอหยิบยกข้อความแบบเป็นทางการมาให้อ่านแล้วกันนะครับ)

ระดับที่ 1 คือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) โดยจะลงทุนเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือตราสารทางการเงินในประเทศ ที่มีอายุสั้นไม่เกิน 1 ปี เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด และมีโอกาสผิดนัด ชำระหนี้น้อย และที่สำคัญ ได้กำไรแน่ๆ เพียงแต่จะได้น้อยมากๆ จนบางครั้งก็ต้องวัดใจกับดอกเบี้ยธนาคารเหมือนกันว่าอะไรจะมากกว่ากัน

ระดับที่ 2 คือ กองทุนแบบ Money Market แต่สามารถนำเงินบางส่วนไปลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศได้ ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากยังคงเน้นลงทุนในตราสารระยะสั้น ทำให้มีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำ แต่ก็เหมือนกับแบบตลาดเงินที่ยังคงได้กำไรแน่ๆ และก็น้อยนิดเหมือนกันเป๊ะๆ

ระดับที่ 3 คือ กองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแม้ว่าจะดูเหมือนมีความเสี่ยงที่ต่ำ แต่พันธบัตรมีช่วงอายุหลากหลาย และ กองทุนสามารถเลือกลงทุนในพันธบัตร หรือตราสารที่มีอายุมากกว่า 1 ปีได้ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องของ Maturity Risk หรือการครบกำหนดอายุของตราสาร ผลตอบแทนก็เริ่มมีความเสี่ยงที่จะได้หรือเสียขึ้นมาอีกหน่อย

ระดับที่ 4 จะเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นตราสารหนี้แบบไหน สามารถลงทุนได้ในหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้เอกชน ซึ่งความเสี่ยง Credit Rating หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผลตอบแทนก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น มีโอกาสที่จะได้และเสียเช่นกัน

ระดับที่ 5 เป็นกองทุนรวมแบบผสม ระหว่างตราสารหนี้และตราสารทุน หรือ Balance Fund มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง ซึ่งผลตอบแทนก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัวจากผลตอบแทนในตลาดหุ้น แต่ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนด้วยเช่นกัน

ระดับที่ 6 เป็นกองทุนรวมหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงใกล้เคียงกับการลงทุนในหุ้นโดยตรง ซึ่งเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงในระดับที่สูง การลงทุนในกองทุนประเภทนี้ ผู้ลงทุนควรรับความเสี่ยงจากการผันผวนของตลาดหุ้นได้อย่างน้อยก็ไม่คื่นตระหนกเวลาตลาดหุ้นมีความผันผวน และควรมีสติในการลงทุน ผลตอบแทนถ้าได้ก็มาก ถ้าเสียก็มากเช่นกัน อย่างไรก็ดี จะมากจะน้อยก็ขึ้นกับระยะเวลาการลงทุนด้วยเช่นกัน

ระดับที่ 7 จะเป็นกองทุนรวมในหุ้น โดยลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ Sector Fund เช่น ลงทุนเฉพาะ Sector พลังงานหรือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเฉพาะใน Sector ที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น กองทุนทั่วๆ ไปที่อยู่ในระดับนี้ที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น BTSGIF, EGATIF, DIF เป็นต้น

และระดับที่ 8 คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และมีความผันผวนของมูลค่าสูง การลงทุนเน้นในทองคำ หรือน้ำมัน เพียงอย่างเดียว ดังนั้น ราคาจึงมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากไม่มีอย่างอื่่นมาถัวเฉลี่ยความเสี่ยงด้วย ดังนั้น ผู้ลงทุนควรมีสติและความรู้ในการลงทุนพอสมควร

หากท่านใดต้องการทดสอบระดับความเสี่ยงของตนเองที่ยอมรับได้ ว่าอยู่ระดับใด สามารถทดสอบได้ที่ –

http://www.set.or.th/education/th/online_classroom/risk.html

ครั้งหน้า เราจะมาคุยกันเรื่องการลงทุนในอุตสาหกรรมของกองทุนรวมครับ

 

(ข้อมูลความเสี่ยงจาก website – http://www.moneychannel.co.th/news_detail/11062/FundView-:-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-8-%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1)

ใช้มือถือช่วยในการเช้คอินเวลาทำงานของพนักงาน

โมบายแอพพลิเคชั่น : เช้คอิน – เช้คเอาท์ เวลาทำงาน

เมื่อวันก่อน ผมพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยี Cloud ที่เข้ามาช่วยในการทำงาน วันนี้ผมขอพูดเรื่องการใช้งานมือถือที่นำมาใช้กับงาน hr ได้บ้างนะครับ

สัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสทดสอบระบบมือถือ โปรแกรม hr ตัวหนึ่ง ที่เข้ามาเสนอในบริษัท ใน app นั้น จะเชื่อมต่อการทำงานกับ hr ได้ ใช้ขอลา ขอโอที และอื่นๆ ได้ (ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง) ทั้งยังสามารถเช็คอินเช็คเอ๊าการทำงานประจำวันจากบน app ได้อีกด้วย บ๊ะ อะไรจะขนาดนั้น ผมลองดูแล้ว ประโยชน์ของมันนี่ เหมือนฟ้ามาโปรดชัดๆ

ข้อแรก พนักงานที่ต้องออกไปทำงานข้างนอกตลอด เช่น พนักงานที่ต้องอยู่หน้างาน, พนักงานขาย, พนักงาน PC ประจำห้างหรือบูทหรือประจำสาขา สามารถนำ app นี้ไปใช้ได้หมด ที่บริษัทจะทราบทันทีว่าพนักงานมาทำงานหรือยัง มาสายมั้ย คนขาดหรือไม่
ข้อสอง พนักงานที่รับงานเป็นจ๊อบๆ เช่น แมสเซนเจอร์ ก็สามารถนำไปใช้งานได้เหมือนกัน โดยเมื่อถึงแต่ละจุดก็ให้ทำการเช็คอิน ณ จุดนั้น เป็นการยืนยันตัวตนว่าเรามาแล้ว แล้วก็จ่ายเงินตามตกลงกัน จะตามระยะทางหรือตามจ้างก็ว่ากันไป

ข้อดี

1. ระบบนอกจากจะยอมให้เช็คอินบนมือถือได้แล้ว ยังจับ location เหมือนเวลาเราเช็คอินบน facebook ได้อีกด้วย ทำให้ทราบตำแหน่งที่แน่นอนของผู้ที่ไปว่า ไม่ได้โมเมนอนอยู่ที่แล้วแล้วบอกเราว่าไปพบลูกค้าวันนี้ นอกจากนี้ระบบยังจับจาก device id ของเครื่องอีกด้วย ทำให้ไม่อาจเช็คอินแทนกันได้ เพราะระบบจะฟ้องเลยว่า คุณใช้เครื่องเดียวกันมาเช็คอิน ก็ไปไล่เบี้ยเอาทีหลังได้
2. ระบบยอมให้เช็คอิน แต่ไม่ยอมให้พนักงานมองเห็นแผนที่และไม่ยอมให้ลากจุดที่ต้องการเช็คอินได้ด้วย ทำให้ยากที่พนักงานจะโกงจุดเช็คอินได้
3. ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องสแกนนิ้ว สแกนบัตร หรือจ้าง hr ประจำหน้างานที่อาจจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนักเพียง 1-2 คน ลงได้ เพราะมือถือในยุคปัจจุบัน แต่ละคนก็มีสมาร์์ทโฟนกันเกือบหมดแล้ว หรืออาจจะประยุกต์ไปใช้เป็นบริษัท ลงทุนซื้อไว้ 1 เครื่องติดตั้งที่หน้างาน อย่างเดียวเลยก็ได้ (เครื่องถูกๆ ก็พอนะครับ เดี๋ยวจะโดนขโมย)

ข้อเสีย

1. ถ้า internet ไม่มี ก็จบข่าวสิครับ เพราะต้องทำงานผ่านระบบ internet ถ้าต้องไปในที่ห่างไกล ไร้สัญญาณล่ะจะทำยังไง
2. ถ้าพนักงานลงทุนซื้อไว้อีกเครื่องให้เพื่อนช่วยเช็คอินแทนกัน จะทำอย่างไร แต่ข้อนี้ แก้ไขได้ด้วยการให้ฝ่าย hr ทำการบันทึก device id ของพนักงานท่านั้นเอาไว้ก่อน เพื่อเปรียบเทียบกันได้ แต่ถ้าพนักงานจะลงทุนเอาเครื่องหลักตัวเองไปให้เพื่อน แล้วซื้ออีกเครื่องมาใช้งาน ถ้าทำจริงๆ ผมก็ยอมซูฮกให้ล่ะ
3. ถ้าพนักงานลืมเช็คอินจะทำอย่างไร …. ก็ต้องมีมาตรการจัดการภายในกันเองล่ะครับ สุดวิสัยจริงๆ ที่จะเตรียมรับมือ

ถ้าหากสรุปแล้ว เทียบข้อดีข้อเสีย ก็ยังนับว่า ข้อดีมีภาษีดีกว่า สำหรับข้อเสีย เรายังสามารถกำหนดมาตรการภายในบริษัทเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านี้ได้ ฉะนั้นแล้ว บริษัท ห้างร้าน กิจการใดที่กำลังประสบปัญหาที่เข้าข่ายลักษณะนี้ จะลองหาซื้อมาใช้งานก็น่าจะเป็นประโยชนอย่างมากครับ

ระบบธุรกิจบนคลาวด์

Cloud Technology : ระบบคลาวด์เพื่อธุรกิจในอนาคต

ปัจจุบัน เทคโนโลยีคลาว (Cloud) กำลังเป็นที่สนใจและได้รับการใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะข้อดีของระบบคลาวคือ เราสามารถนำข้อมูลที่ต้องการใช้งานมาใช้ได้ตลอดเวลาเท่าที่เราสามารถ access ถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ โดยเราไม่จำเป็นต้องถืออุปกรณ์บันทึกอย่างแฟลชไดร์ หรือ External HDD ติดตัว ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายและเสียหายจากเหตุไม่คาดฝันต่างๆ

ในต่างประเทศนั้น เทคโนโลยีด้านคลาวด์ ได้ถูกใช้มาค่อนข้างนานแล้วด้วยข้อดีของเทคโนโลยีตัวนี้ ทำให้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ในขณะที่ประเทศไทย การใช้งานยังคงจำกัดในวงแคบอยู่มาก และถูกนำมาใช้งานไม่กี่อย่างเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีตัวนี้ รวมถึงความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจมากขึ้น บริษัทใหญ่ๆ มีการปรับตัวมาใช้เทคโนโลยีตัวนี้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยเป็นประเทศค่อนข้างอนุรักษ์นิยมในการทำงาน การปรับเปลี่ยนใดๆ ไม่ค่อยเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นอย่างไร้ผลลัพพ์ในทางที่ควรเป็น หากต้องการให้ประสบผลสำเร็จ ทั้งผู้บริหาร หัวหน้างาน และระดับพนักงาน จะต้องร่วมมือร่วมใจกันให้การใช้ระบบนี้เกิดขึ้นในองค์กรให้ได้ ส่วนหนึ่งอาจจะต้องรอคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีเข้ามาผลัดใบกับคนรุ่นเก่าที่เติบโตมากับระบบอะนาล็อคเสียก่อนด้วย ดังนั้น เชื่อว่า กว่าเทคโนโลยีนี้จะได้รับการยอมรับในระดับชาติ อาจจะต้องรอเวลาไปอีกหลายปีพอสมควรและคงต้องได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อใประเทศไทยก้าวหน้าสู่สังคม 4.0 ในการทำงานด้วย