นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีความผิด ต้องจ่ายค่าชดเชยไหม

HR ควรรู้ !!
นายจ้างรู้หรือไม่…เลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีความผิด…ต้องจ่ายค่าชดเชยลูกจ้าง..ด้วยนะ !! ตอนที่ 1

 

ติดตามตอนต่อไปได้ที่นี่!

  • สนใจหลากหลายเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ฟอลโล่วเพจของเราได้ที่ https://www.facebook.com/thaihrpro/
  • ถ้าคุณกำลังมองหา โปรแกรมเงินเดือน สมัยใหม่ ที่ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ล่าสุด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ EZY-HR

 

พักงานลูกจ้าง

นายจ้างสั่งพักงานลูกจ้าง ต้องปฎิบัติอย่างไร

HR ควรรู้ !
ทราบหรือไม่…นายจ้างสั่งพักงานลูกจ้าง ต้องปฎิบัติอย่างไร…

…นายจ้างจะสั่งพักงานลูกจ้างเพื่อสอบสวนความผิดได้ต่อเมื่อได้กำหนดอำนาจพักงานไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ต้องมีคำสั่งพักงานเป็นหนังสือระบุความผิดและกำหนดระยะเวลาพักงานไม่เกิน ๗ วัน โดยต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบก่อน จ่ายเงินไม่น้อยกว่า 50 % ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนถูกพักงาน ในระหว่างการพักงานหากผลการสอบสวนเสร็จสิ้นปรากฏว่าลูกจ้างไม่มีความผิด ให้จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานนับแต่วันที่ถูกพักงานพร้อมด้วยดอกเบี้ย 15%ต่อปีโดยคำนวณเงินที่จ่ายให้ระหว่างพักงานเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง…Hr ควรลองศึกษาด้วยนะครับ !!

 

ติดตามเพจรู้ทัน HR ได้ที่นี่ https://www.facebook.com/thaihrpro

สนใจ โปรแกรมเงินเดือน EZY-HR ว่าจะมีฟีเจอร์อะไรที่ตอบโจทย์การทำงานของเพื่อนๆ HR อย่างไรกดได้เลย

การเลิกจ้างพนักงาน ที่ขึ้นศาลแรงงาน แล้วบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

เลิกจ้างพนักงาน แล้วบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย..

HR ควรรู้ !!

ตัวอย่าง..การเลิกจ้างพนักงาน ที่ขึ้นศาลแรงงาน แล้วบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย..

ฎีกาที่ 5463/2555 เลิกจ้างตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานย่อมมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

“ลูกจ้างอ้างว่าการที่ลูกจ้างไม่มาทำงานในวันที่ 8 และ 9 เมษายน 2547 นั้น ลูกจ้างได้ยื่นใบลาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2547 แต่นายจ้างมีคำสั่งไม่อนุมัติในวันที่ 8 เมษายน 2547 ไม่ตรงกับวันที่ลูกจ้างยื่นใบลานายจ้างจะอ้างว่าไม่อนุมัติการลาในวันที่ 8 และ 9 เมษายน 2547 ไม่ได้ การที่นายจ้างอ้างว่าลูกจ้างขาดงานและลงโทษตัดคะแนนทางวินัยลูกจ้างรวม 80 คะแนน และเลิกจ้างลูกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น

เห็นว่า คำสั่งของนายจ้าง เรื่องการลงและการขาดงาน ข้อที่ 9.1 ให้ความหมายของการขาดงานไว้ (ก) ว่า หมายถึง พนักงานซึ่งไม่ได้มาปฏิบัติงานในวันทำงานปกติของตนยกเว้นกรณีที่ได้รับอนุมัติใบลาแล้ว เมื่อนายจ้างไม่อนุมัติใบลาของลูกจ้าง จึงต้องถือว่าลูกจ้างขาดงานไปในวันที่ 8 และ 9 เมษายน 2547 ยิ่งไปกว่านั้น การตัดคะแนนทางวินัยในครั้งที่ 3 จำนวน 40 คะแนนตามเอกสารที่นายจ้างอ้างก็เป็นการตัดคะแนนสำหรับการไม่ปฏิบัติงานถึง 9 วันรวมกัน หาใช่เพียงวันที่ 8 และ 9 เมษายน 2547 ที่ลูกจ้างอ้างว่าได้ยื่นใบลาก่อนแล้วไม่ เมื่อตามคำสั่งของนายจ้าง เรื่อง วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 2.2 ระบุบทลงโทษไว้ว่า ความผิดฐานละทิ้งหน้าที่ ขาดงานในครั้งที่ 3 ตัดคะแนน 40 คะแนนหรืออก และข้อ 2.4 ระบุโทษปลดออกไว้ว่า

กระทำต่อเมื่อพนักงานได้กระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นไล่ออกหรือถูกตัดคะแนนทางวินัยสะสมรวมกันถึง 80 คะแนน หรือมากกว่านั้นขึ้นไปในปีปฏิทินนั้น การที่นายจ้างลงโทษตัดคะแนนในครั้งที่ 3 จำนวน 40 คะแนน รวมกับการลงโทษตัดคะแนนในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ครั้งละ 20 คะแนน รวมเป็นคะแนนที่ถูกตัด 80 คะแนน และมีคำสั่งเลิกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม”

ย่อมาจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5463/2555

 

สนใจติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เทคนิค ขั้นตอน วิธีการได้อีกทางนึงที่ เพจเฟสบุ้ครู้ทัน HR ครับ https://www.facebook.com/thaihrpro/

ออกหนังสือเตือนพนักงานยังไง ให้ถูกกฏหมาย

HR ควรรู้ …หนังสือเตือนพนักงาน ต้องระบุอะไรบ้าง

…การออกหนังสือเตือนพนักงาน..ในฐานะพนักงานที่ได้รับหนังสือเตือนคงรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ คงตกใจไม่ใช่น้อย ที่ได้รับหนังสือเดือนจากบริษัท

…ในมุมมองของ Hr อยากให้มองว่า เป็นเรื่องที่ดีสำหรับพนักงาน เพราะหากพนักงานได้รับหนังสือเตือนแล้ว ก็คงทำให้พนักงาานทราบว่าตนเองปฎิบัติผิดกฎระเบียบ ข้อบังคับการทำงานเรื่องอะไร และบริษัทอยากให้พนักงาน งดเว้น ยกเลิก แก้ไข ปรับปรุง เกี่ยวกับความผิด หรือการกระทำนั้นๆ ไม่อยากให้ Hr คิดว่าเป็นการเอาผิด หรือขึ้นทันบนพนักงานซะทีเดียว !!! (อันนี้ ขอฝากเป็นแนวคิดดีๆ สำหรับ HR)

 

….หนังสือเตือนควรมีข้อความครบถ้วนที่จะทำให้ลูกจ้างทราบถึงการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ หรือคำสั่งของนายจ้าง และถ้อยคำที่เตือนให้ลูกจ้างรู้สำนึกในการกระทำ ตลอดจนข้อความอื่นที่จำเป็น หนังสือเตือนควรมีข้อความดังนี้…

หนังสือเตือน ข้อเท็จจิรงเกี่ยวกับกากระทำผิดของลูกจ้าง หนังสือเตือน ข้อความที่ระบุว่าลูกจ้างกระทำผิดข้อบังคับ ระเบียบ หนังสือเตือน จะต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการตักเตือน เป็นถ้อยคำ หนังสือเตือน จะต้องมีลายมือชื่อของนายจ้าง หรือผู้ออกหนังสือ

 

ติดต่อเกร็ดความรู้เกี่ยวกับงาน HR ได้ที่เว้บ รู้ทันHR https://thaihrpro.com

หรือเพจของเราได้ที่นี่ https://www.facebook.com/thaihrpro/

บริหารงานบุคคลในธุรกิจยุค 4.0

คุณเคยคิดหรือไม่ว่า !! ถ้าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองซักอย่างต้องทำอย่างไรบ้าง…ผมคนนึงที่คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะวางระบบธุรกิจของตัวเองยังไงดี พอคิดแล้วก็ปวดหัวขึ้นมาทันที ไหนต้องหาพนักงานเป็นของตนเอง ต้องทำเอกสารวางบิล ต้องหาลูกค้า ทำการตลาด ต้องทำยอดขาย ต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน และอื่นๆ จิปาถะมากมาย ซึ่งคิดดูๆ มีแต่เรื่องที่เราไม่เคยทำมาก่อนทั้งนั้นเลย

แล้วผมจะประสบความสำเร็จในธุรกิจได้เหรอ ถ้ามันดูวุ่นวายขนาดนี้ ซึ่งยุคนี้เป็นยุค IT 4.0 ผมกลับต้องยังมางมอยู่กับเอกสารและรายละเอียดต่างๆ พวกนี้อยู่ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปสร้างธุรกิจให้เติบโตได้

คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหม !! ถ้ายุคนี้เราสามารถทำอะไรให้มันง่ายขึ้น หาเครื่องมือเข้ามาช่วยในการจัดการรายละเอียดต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดการด้านพนักงาน การทำเงินเดือน การทำบัญชี การจัดทำเอกสาร ต่างๆ ฯลฯ ที่มีมากมายภายในธุรกิจของคุณ…ควรทำเช่นไร ?

สิ่งที่แวปเข้ามาในหัวผมทันที ที่เป็นปัญหาหลักๆ ของผมในการทำธุรกิจ ..คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการบริหารคน พอนึกขึ้นมาแล้ว มันค่อนข้างเป็นปัญหาหนักเสียจริงๆ แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี จะบริหารคนแบบไหน จะวางแผนให้พนักงานทำงานอย่างไร จะทำงานให้เราเต็มที่ตามเงินค่าจ้างไหม คิดแล้วอาจทำให้ผมกลัวไปเลยในการเริ่มต้นธุรกิจ แต่อย่างไรเสีย เมื่อผมคิดจะเริ่มทำธุรกิจแล้ว..ต้องทำให้สำเร็จ !!!

เมื่อผมมานั่งคิดว่าถ้าผมปรับเปลี่ยนการบริหารธุรกิจแบบเดิมๆ ที่เคยเห็นและเคยสัมผัสมาให้มันง่ายขึ้นละ ผมคงต้องหาโปรแกรมสักอย่างมาช่วยจัดการแล้วละคราวนี้…

 

งานเข้านายจ้าง!!

‘กยศ.’ ลงดาบพวกเบี้ยวหนี้ ให้นายจ้างหักเงินเดือน เริ่ม มิ.ย.นี้

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่า ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลที่อยู่-ที่ทำงานของผู้กู้เงิน กยศ.ได้ และให้อำนาจในการขอข้อมูลส่วนบุคคลของผู้กู้ยืมที่อยู่ในความครอบครองขององค์กรต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน

โดย กยศ.จะทำหนังสือแจ้งต่อนายจ้างให้หักเงินได้พึงประเมินของผู้กู้เงิน กยศ. ที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้าง หลังจากนั้นต้องนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดระยะเวลา พร้อมกับการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เพื่อชำระหนี้คืน

โดยผู้กู้ยืมมีหน้าที่จะต้องแจ้งสถานะการเป็นผู้กู้ยืมต่อนายจ้างภายใน 30 วัน นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงาน และจะต้องยินยอมให้กองทุนฯ เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการกู้ยืม และชำระคืน รวมถึงต้องยินยอมให้หักเงินเดือนตามจำนวนที่กองทุนฯ แจ้ง เพื่อชำระคืนกองทุนฯ ตามแบบกฎกระทรวงและแนวปฏิบัติต่าง ๆ ของกองทุน เพื่อรองรับ พ.ร.บ.ดังกล่าว

ลืมยื่นแบบรายงานสภาพการจ้างฯ ตามกำหนดฝ่าฝืนปรับ 2 หมื่น

เตือนนายจ้าง…!!!

ลืมยื่นแบบรายงานสภาพการจ้างฯ ตามกำหนดฝ่าฝืนปรับ 2 หมื่น
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เตือนนายจ้างที่มีลูกจ้างสิบคนขึ้นไปยื่นแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน (คร.11) ภายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปยื่นแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน (คร.11) ภายในเดือนมกราคมของทุกปี ทั้งนี้พนักงานตรวจแรงงานจะจัดส่งแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน (คร.11) ให้กับนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการภายในเดือนธันวาคมของทุกปี จึงขอให้นายจ้างที่ได้รับแบบ คร.11 จัดเตรียมข้อมูลตามที่กำหนดและส่งให้พนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งสามารถส่งได้ด้วยตนเองหรือทางจดหมายอิเลคทรอนิค (e-mail) ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่หรือที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่ภายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมีโทษอาญาปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

ในส่วนของสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างลดลงไม่ครบสิบคนและได้รับแบบรายงานสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน (คร.11) ขอให้แจ้งข้อมูล ณ ปัจจุบันพร้อมหลักฐานเพื่อพนักงานตรวจแรงงานจะได้นำไปปรับฐานข้อมูลต่อไป สำหรับสถานประกอบกิจการที่เพิ่งมีลูกจ้างครบสิบคนและไม่ได้รับแบบรายงานสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน (คร.11) สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.protection.labour.go.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ถึง 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1546

พรบ แรงงานสัมพันธ์

พ.ร.บ แรงงานสัมพันธ์ 

วันนี้เรามาคุยกันต่อ ถีงตอนที่ 3 ว่านายจ้างควรจะต้องรู้อะไรบ้าง
พ.ร.บ ต่อมา ที่นายจ้างต้องรู้ คือ พ.ร.บ แรงงานสัมพันธ์ 

โดยที่เนื้อหาสำคัญๆของ พ.ร.บ นี้ คือ สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 ขึ้นไปต้องจัดให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้เป็นหนังสือ หากไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอยู่แต่เดิม ให้ถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง (มาตรา 10)

แรงงานสัมพันธ์ หมายถึงอะไร
แรงงานสัมพันธ์ หมายถึง ความเกี่ยวข้อง หรือการปฏิบัติต่อกันระหว่างนายจ้าง องค์กรนายจ้าง กับลูกจ้าง องค์กรลูกจ้าง ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน จนออกจากงาน เช่น การทำสัญญาจ้างแรงงาน การมอบหมายงาน การควบคุมการทำงาน การทดลองงาน การปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานการจ่ายค่าจ้าง การอบรมพัฒนา การจัดสวัสดิการแรงงาน ความปลอดภัยในการทำงาน การเลื่อนขั้นเงินเดือน การลงโทษ การพิจารณาความดีความชอบ การโยกย้าย การยื่นข้อเรียกร้อง การเจรจาข้อเรียกร้อง การนัดหยุดงาน การปิดงาน การทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การเลิกจ้าง เป็นต้น
ที่กล่าวข้างต้น เป็นความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเพียง 2 ฝ่าย คือนายจ้าง กับลูกจ้าง เรียกว่า แรงงานสัมพันธ์ระบบทวิภาคี อย่างไรก็ตามหากนายจ้างและลูกจ้างมีความขัดแย้งกัน มีข้อพิพาทแรงงาน หรือต้องการให้ภาครัฐเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบแรงงานสัมพันธ์ด้วย จะมีฝ่ายที่ 3 คือภาครัฐเข้าไปในระบบแรงงานสัมพันธ์ เรียกว่า แรงงานสัมพันธ์ระบบทวิภาคี ลักษณะกิจกรรมที่ภาครัฐจะเข้าไปร่วมด้วย เช่น การเจรจาแก้ไขข้อขัดแย้ง การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน การเข้าไปส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ การร่วมเป็นคณะกรรมการไตรภาคีต่าง ๆ เป็นต้น

บทสรุปจากผู้เขียน…
ระวังนะครับ…ผู้บริหารยุคใหม่ควรใส่ใจกฎหมาย ที่เกี่ยวกับธุรกิจของท่านให้มากขึ้น 
ถ้าใส่ใจและรู้ทันแล้ว การบริหารกิจการของท่านก็จะราบรื่นไปด้วยเช่นเดียวกัน

พ.ร.บ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 

ตอนนี้ เราจะมาว่ากันที่ พ.ร.บ ที่ 2 ที่นายจ้างจะต้องรู้ คือ  พ.ร.บ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ครับ

2. พ.ร.บ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
ด้วยพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งมีบทบัญญัติเพื่อกำหนดมาตรการสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพและคุ้มครองการมีงานทำของคนพิการ เพื่อให้คนพิการได้มีโอกาสใช้ความสามารถ มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้ และลดภาระของครอบครัวและสังคมที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้คนพิการเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างทางเศรษฐกิจของครอบครัวและประเทศต่อไป จึงกำหนดวิธีการเพื่อให้คนพิการได้มีการประกอบอาชีพไว้ 3 กรณี คือ

1. รับคนพิการเขาทำงานตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

2. ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

3. ให้สัมปทานจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ 2)

1. การกำหนดอัตราส่วนในการจ้างคนพิการ
ให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการนับจำนวนลูกจ้างที่มิใช่คนพิการทุกสาขารวมกัน เพื่อคำนวณจำนวนคนพิการที่ต้องรับเข้าทำงานในอัตราส่วนลูกจ้างที่มิใช่คนพิการ ทุกหนึ่งร้อยคนต่อคนพิการหนึ่งคนเศษของหนึ่งร้อยคนถ้าเกินห้าสิบคนต้องรับคนพิการเพิ่มอีกหนึ่งคน ทั้งนี้ ในกรณีนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่มีสำนักงานสาขาให้นับจำนวนลูกจ้างรวมทุกสาขาเข้ากับสำนักงานใหญ่ของนิติบุคคลด้วย

 

2. การปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย

2.1 จ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 ให้นายจ้างหรือสถานประกอบการส่งสำเนาสมุดประจำตัวคนพิการ หรือสำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ โดยให้คนพิการลงลายมือชื่อรับรองเอกสาร ส่งสำเนาสัญญาจ้างซึ่งมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี

2.2 ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในอัตรา 109,500 บาท (300 บาท X 365 วัน) ต่อคนพิการที่ไม่ได้จ้าง 1 คน โดยส่งเป็น เงินสด เช็คขีดคร่อม หรือธนาณัติสั่งจ่าย “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ”

2.3 จัดสัมปทาน หรือจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือหรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการตามมาตรา 35 ต้องยื่นหนังสือขอใช้สิทธิต่อสำนักงานจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของพื้นที่ดำเนินการ และให้ส่งเอกสารตามแบบที่กรมการจัดหางานกำหนด โดยส่งสำเนาสัญญาระหว่างนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการกับคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการด้วย รวมทั้งส่งสำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ หรือสำเนาบัตรประจำตัวผู้ดูแลคนพิการ มาพร้อมแบบรายงานการปฏิบัติตามกฎหมายในการจ้างงานคนพิการ

ใน พ.ร.บ. ตัวนี้ ถ้านายจ้าง หรือผู้บริหารไม่ใส่ใจแล้วละก็ คงต้องมีอาการสั่น…สะเทือนกันบ้าง หากเห็นตัวเลขการนำส่งเงินเข้ากองทุน…

พรบพัฒนาฝีมือแรงงาน

พรบกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

“ ผู้บริหารต้องทราบอะไรบ้าง หลังจากเป็นเจ้าของบริษัทแล้ว ” คำถามนี้หลายๆคนคงกำลังถามตัวเองกันอยู่ เรามาว่ากันต่อจากตอนที่แล้วเลยครับ

1. พ.ร.บ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
2. พ.ร.บ คนพิการ
3. พ.ร.บ แรงงานสัมพันธ์

พ.ร.บ. ทั้ง 3 ตัวนี้เป็นเรื่องที่ผู้บริหารมือใหม่ต้องใส่ใจอย่างมากครับ..เพราะถ้าละเลย คุณอาจต้องเสียเงินโดยใช้เหตุ

1. พ.ร.บ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
ก่อนอื่น…ของผู้บริหารยุคใหม่ มองดูรอบๆ ตัวท่าน ว่ามีพนักงานเท่าไหร่ ???
พ.ร.บ. ตัวนี้ นายจ้างหรือผู้บริหาร จะต้องใช้เวลาพอสมควรครับ แต่คงไม่นานมากนักที่ พ.ร.บ ตัวนี้จะวิ่งมาถึง หากการดำเนินธุรกิจของท่านเจริญรุ่งเรื่องเป็นอย่างดี ก็ต้องจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นตาม มาดูกันว่าเมื่อไหร่ที่บริษัทของท่านจะต้องสนใจ พ.ร.บ. ตัวนี้
ก็เมื่อผู้ประกอบกิจการประเภทอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือธุรกิจอย่างอื่นที่ซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ทุกท้องที่ ถ้าไม่จัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือจัดฝึกอบรมไม่ครบตามสัดส่วน 50 เปอร์เซ็นต์ ของลูกจ้างทั้งหมดในแต่ละปีปฏิทิน ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน

เงินสมทบ ก็คือ เงินที่ผู้ประกอบกิจการส่งสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ในกรณีที่ไม่จัดฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือจัดฝึกอบรมฝีมือแรงงานแต่ไม่ครบตามสัดส่วนที่กำหนด ดังนั้น ผู้ประกอบการหรือผู้บริหารยุคใหม่ต้องสังเกตให้ดีว่า บริษัทของท่านมีพนักงานอยู่เท่าใดในตอนนี้…

 

 

ในตอนหน้า เราจะมาว่ากันที่ พ.ร.บ ถัดไป คือ  พ.ร.บ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ครับ

หลังจากเป็นเจ้าของบริษัทแล้ว คุณต้องรู้อะไรบ้าง

มาแล้วครับ..ตอนที่ 2

 

สำหรับตอนที่ 2 คือใจสำคัญที่ผู้บริหารต้องตระหนักเป็นอย่างมาก หัวข้อคือ “ผู้บริหารต้องทราบอะไรบ้าง หลังจากเป็นเจ้าของบริษัทแล้ว” จากตอนที่แล้วได้แนะนำ “วิธีการจดทะเบียนบริษัท” เรียบร้อยแล้ว ต่อมาเมื่อคุณดำเนินธุรกิจ ผู้บริหารบางคนยังไม่ทราบว่า จะมีสิ่งใดบ้างที่จะมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนบ้าง…ซึ่งผู้เขียนจะนำข้อมูลด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่าน มานำเสนอให้ทราบ และผู้บริหาร มิควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง… คำถาม…คุณทราบข้อมูลเหล่านี้หรือไหม ?…>>>

1. พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน
2. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน – ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
3. พ.ร.บ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
4. พ.ร.บ คนพิการ
5. พ.ร.บ แรงงานสัมพันธ์

 

เว้บไซต์ หาความรู้ เกี่ยวกับ กรมสวัสดิการ แรงงาน

 

พ.ร.บ. ต่างๆ เหล่านี้ จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่านอย่างไร เมื่อใด ซึ่งท่านอาจไม่รู้ตัว…ดังนี้

ข้อที่ 1 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน

เมื่อกิจการที่ทำ จำเป็นต้องมีลูกจ้างก็หลีกหนีไม่พ้นเรื่อง พ.ร.บ คุ้มครองแรงงาน ซึ่งในกฎหมายตัวนี้จะระบุรายละเอียดต่างๆ ในการจ้างแรงงานไว้อย่างชัดเจน อาทิเช่น การจ้างแรงงานหญิงและเด็ก ระยะเวลาการทดลองงาน สวัสดิการ การจ่ายเงินชดเชย ค่าแรงขั้นต่ำ วันหยุด วันลา และอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งปัญหาด้านแรงงานเป็นปัญหาใหญ่ ที่ผู้บริหารจะมองข้ามไม่ได้เลยที่เดียว จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายแรงเป็นอย่างดี จะได้ไม่มีปัญหาด้านแรงงาน

ข้อ 2. การจัดทำ “ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน”

เมื่อธุรกิจดำเนินกิจการมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็มั่นใจได้เลยว่ากิจการต้องมีลูกจ้างเพิ่มขึ้นเป็นแน่ ซึ่งผู้บริหารหรือนายจ้าง ก็ต้องมีเรื่องให้ต้องดำเนินการตามกฎหมายอีกแล้ว… นั้นคือ การกำหนด “ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 108” ซึ่ง มาตรา 108 ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย และข้อบังคับอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการดังต่อไปนี้

1. วันทำงาน เวลาทำงานปกติ และเวลาพัก
2. วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด
3. หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด
4. วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
5. วันลาและหลักเกณฑ์การลา
6. วินัยและโทษทางวินัย
7. การร้องทุกข์
8. การเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ

 

โดยให้นายจ้างจัดเก็บสำเนาข้อบังคับไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้าง รวมทั้งให้จัดส่งสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และให้นายจ้างเผยแพร่และปิดประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยเปิดเผย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้ทราบและดูได้โดยสะดวก

เดี๋ยวเรามาว่ากันถึงสิ่งอื่นที่ผู้บริหารจะต้องรู้อีก ในตอนหน้าครับ
ถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทความตอนแรกของซีรี่ส์นี้ กดย้อนไปอ่านได้ที่นี่ครับ -> เริ่มต้นธุรกิจต้องทำอย่างไรบ้าง?
เจ้าของธุรกิจ เริ่มต้น รู้ทันHR

เริ่มต้นธุรกิจต้องทำอย่างไรบ้าง…

“ ฉันอยากมีธุรกิจของตัวเอง เริ่มจากตรงไหนดี !! ”… คำถามนี้คงเกิดขึ้นกับทุกคน ที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือบริษัทของตนเอง…

สำหรับคนที่ต้องการเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง…เรามีความรู้เกี่ยวกับการจัดตั้งธุรกิจ มาแนะนำ !

ขั้นตอนที่หนึ่ง เริ่มต้นด้วยการจดจองชื่อบริษัทกับกระทรวงพาณิชย์

ก่อนอื่น… คุณต้องทำการจดทะเบียนนิติบุคคล กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (สนามบินน้ำ) หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เสียก่อน… อ่านแค่เนี่ย หลายๆ คนคงคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยากแน่ๆ คงใช้เวลาน่าดู กว่าจะได้ชื่อบริษัทมาเป็นของตนเอง

ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ผ่านมา คงเป็นเช่นนั้น บางคนต้องจ้างบริษัทที่รับจดทะเบียนนิติบุคคลเสียด้วยซ้ำ แต่สมัยนี้ง่ายมากๆ เพราะตอนนี้มีระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Registration แล้ว !! ซึ่งสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาอย่างมาก ซึ่งสามารถทำด้วยตนเองผ่าน Internet ได้แล้ว (หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่พัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ http://www.dbd.go.th นะครับ..)

 

..หลังจากคุณได้จดทะเบียนนิติบุคคล กับกระทรวงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว คุณก็คือ เจ้าของบริษัท และเป็นผู้บริหารอย่างเต็มตัว
ที่นี้แหละ..ก็เป็นเรื่องของผู้บริหารแล้ว ว่าจะบริหารกิจการของตนเองให้ประสบความสำเร็จอย่างไร…(จบ)
คุณคิดว่าแค่นี้ก็ ..จบ.. เหรอ !!!!!!! มีต่ออีกนะครับ ที่ผู้บริหารต้องรู้และเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก

แล้วพบกันในตอนที่ 2 ในหัวข้อ “ ผู้บริหารต้องทราบอะไรบ้างหลังจากเป็นเจ้าของบริษัทแล้ว ” !! ครับ

employee handbook

รู้มั้ย “กฎข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน” คืออะไร…สำคัญอย่างไร

 

เจ้าของกิจการหรือลูกจ้างหลายๆคน คงจะพอเคยได้ยินกันมาบ้างเกี่ยวกับ กฏข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่น้อยคนที่จะเข้าใจว่ามันคืออะไร แล้วมีความสำคัญอย่างไรนะ วันนี้เรามาดูกันว่าเรื่องกฏข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเนี่ย มันเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตเราบ้าง

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 108
มาตรา 108 ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป 
ต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย 
และข้อบังคับอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการดังต่อไปนี้
1.วันทำงาน  เวลาทำงานปกติ  และเวลาพัก
2.วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด
3.หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด
4.วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง  ค่าล่วงเวลา  ค่าทำงานในวันหยุด  และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
5.วันลาและหลักเกณฑ์การลา
6.วินัยและโทษทางวินัย
7.การร้องทุกข์
8.การเลิกจ้างค่าชดเชย  และค่าชดเชยพิเศษ


ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน 
และให้นายจ้างจัดเก็บสำเนาข้อบังคับไว้ ณ สถานประกอบกิจการ
หรือสำนักงานของนายจ้าง รวมทั้งให้จัดส่งสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
ให้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศใช้ข้อบังคับ
เกี่ยวกับการทำงาน 


ให้นายจ้างเผยแพร่และปิดประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยเปิดเผย 
ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้ทราบและดูได้โดยสะดวก

จากที่กล่าวไปข้างบนนั้น จะเห็นได้ว่า จริงๆแล้ว วัตถุประสงค์…การจัดทำ “ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน” นั้น เรากำหนดขึ้นมาเพื่อที่จะ
•    เพื่อกำหนดสิทธิหน้าที่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่พึงปฏิบัติต่อกัน
•    เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการทำงาน
•    เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งซึ่งกันและกัน

 

ซึ่งจากวัตถุประสงค์ดังกล่าว เราจะเห็นได้ว่า…การจัดทำกฎระเบียบข้อบังคับการทำงาน จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนายจ้าง ซึ่งต้องจัดทำและกำหนดรายละเอียดข้อบังคับต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน เพราะกรณีหากเกิดข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเมื่อใด เอกสารชิ้นแรกที่จะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาคือ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เพราะฉนั้นถ้านายจ้างคนไหนยังไม่มีการจัดทำ ควรจะรีบจัดทำขึ้นมาให้เป็นที่เรียบร้อย และลูกจ้างคนไหนยังไม่เคยอ่าน ก็ควรจะไปอ่านให้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ในการทำงาน จะได้ทำให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นสุข

สูตรเอกเซล Excel ทำเงินเดือน

เทคนิคการใช้ Excel ทำเงินเดือนแบบมือโปร

Excel มีใครไม่มีรู้จักบ้างไหมครับ ผมมั่นใจว่าทุกคนรู้จัก Excel แต่การใช้งาน Excel เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สูตรใน Excel มีเป็นร้อย แต่เราใช้กันอย่างมากก็ไม่เกิน 10-20 สูตร ต่อหนึ่งไฟล์งาน ส่วนใหญ่เราใช้อะไรกันครับ sum if count average min max สูตรพื้นๆ คงหนีไม่พ้นสูตรเหล่านี้สักเท่าไหร่ ถ้าขึ้นมาอีกระดับก็อาจจะมี subtotal date time pivottable vlookup ประมาณนี้ใช่ไหมครับ

แต่ถ้าพูดถึงการทำเงินเดือนแล้ว บางคนคิดว่า โห มันยากนะ ครับวิธีการคำนวณอาจจะรู้สึกว่ายากสักหน่อย แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ยากขนาดนั้น เราไม่ได้คิดเรื่องภาษีกันทุกวัน และไม่ได้คิดกันเอง จึงอาจจะรู้สึกเป็นเรื่องไกลตัวสักหน่อย แต่สำหรับคนที่ต้องทำเรื่องเกี่ยวข้องกับเงินเดือน ภาษี หรือค่าลดหย่อนแล้ว สิ่งเหล่านี้ใกล้ตัวมาก และน่าหนักใจสุดๆ เพราะว่า ถ้าตั้งค่าผิด คำนวณผิด เขียนผิด แม้นิดเดียว … ชีวีจะหาไม่ครับ พนักงานทั้งบริษัทมีหวังมาหาแบบถล่มทลายแน่นอน

 

สัปดาห์หน้ามาคุยในรายละเอียดกันต่อครับ

10 ประเภทการลาที่คุณจะต้องแปลกใจ

การลาโดยปกติแล้ว เรามักจะมีลาพักร้อน ลาป่วย ลากิจ ลาบวช แต่นอกจากการลาแบบปกติทั่วไปแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีการลาแบบแปลกพิสดารที่คุณคิดว่าไม่น่าจะมีอยู่จริงอีกด้วย

1. ลาทำหมัน อ่ะงงล่ะสิ ลาประเภทนี้มันแปลกตรงไหน สำหรับคนที่รู้น่ะใช่ มันไม่แปลก แต่ที่แปลกคือเพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ต่างหากว่ามันลาได้ ทั้งๆ ที่มีเขียนอยู่ในกฎหมายด้วยนะเออ

2. ลากลับภูมิลำเนา ลาประเภทนี้ ไม่ค่อยมีที่ไหนใช้กัน ส่วนใหญ่จะใช้กับพนักงานต่างชาติที่มาทำงานในเมืองไทย สามารถลากลับบ้านได้ 30 วันบ้าง 60 วันบ้าง แต่ต้องมีหลักฐานมาแสดงด้วยนะว่ากลับจริง ไม่งั้นมีเรื่อง

3. ลาไปศึกษาต่อ ลาไปศึกษาต่อ ไม่ค่อยพบบ่อยนัก เพราะถ้าเป็นเอกชน จะทำให้เสียการเสียงานได้ แต่ก็ไม่ถึงกับไม่ได้ บางครั้งพนักงานเรียนต่อปริญญาโท ถ้าเป็นภาคค่ำอาจจะต้องขอลากลับก่อนสักชั่วโมงสองชั่วโมง ก็สามารถใช้ลาประเภทนี้ได้ ส่วนจ่ายหรือไม่จ่ายเงิน ก็แล้วแต่นโยบายเลยนะจ๊ะ

4. ลาไปรับปริญญา จะให้ลาพักร้อนมันก็นะ จะให้ลากิจก็ไม่น่าใช่ จะลาแบบไม่รับค่าจ้างก็ดูจะใจร้ายเกินไป อย่ากระนั้นเลย จัดให้ลาไปสำหรับรับปริญญาเลยก็แล้วกัน ลาได้เท่าที่ต้องใช้จริง เพราะถ้าทำงานต่างจังหวัดกับสถาบันที่จบ การเดินทางก็ต้องใช้เวลา จะให้ลาวันเดียวก็กระไรอยู่นะ

5. ลาวันเกิด บริษัทไหนใจดี จัดสวัสดิการการลาประเภทนี้ให้ ส่วนใหญ่มักจะลาได้ 1 วัน แต่บางแห่งให้ถึง 3 วันก็มี กะให้ไปเที่ยวให้จุใจเลยหรือไง

6. ลาแต่งงาน ลาแต่งงาน ส่วนใหญ่แล้วจะให้เวลาประมาณ 3 วัน เพื่อเตรียมจัดงานแต่งงาน แต่ก็มีบางแห่งให้ถึง 5 วัน แถมวันฮันนีมูนให้ด้วย

7. ลาช่วยภรรยาเลี้ยงลูก ตอนนี้ ราชการมีการประกาศใช้แล้ว และบรรดาสามีสามารถลางานไปช่วยภรรยาเลี้ยงลูกได้ แต่บริษัทเอกชนบางแห่ง ก็จัดให้มีการลาประเภทนี้เช่นกัน ส่วนจำนวนวันลา จะแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง

8. ลาไปงานศพ จริงๆ ลาไปงานศพก็พื้นๆ ไม่น่าจะแปลกอะไร แต่สิ่งที่ทำให้มันแปลกอยู่ที่ ลาไปงานศพ ยังแยกออกเป็น 2 ประเภทประเภทแรก เป็นการลาไปงานศพพ่อแม่ สามีภรรยา บุตร ส่วนประเภทที่สองเป็นการไปงานศพพี่น้อง ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย

9. ลาภัยพิบัติ ฝนตก น้ำท่วม จะไม่ใช่ปัญหาต่อการไปทำงานอีกต่อไป ด้วยการลาภัยพิบัติ บริษัทบางแห่งที่คำนึงถึงอุปสรรคการมาทำงาน ความเดือดร้อนของพนักงาน ได้อนุมัติการลาประเภทนี้ขึ้น เมื่อพนักงานประสบปัญหาน้ำท่วม หรือจากภัยพิบัติอื่น อันเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน สามารถโทรมาลาได้ โดยลาได้เท่าที่ประสบภัยพิบัติจริง และได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ว้าว!!!

10. ลาขี้เกียจ ที่สุดของการลา ต้องลาประเภทนี้เลย มันคืออะไร ลานี้ถูกคิดโดยเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่งที่เคยเป็นพนักงานบริษัทมาก่อน ซึ่งพบว่า เมื่อเราตื่นเช้ามาทำงานแล้ว บางครั้ง เรารู้สึกว่า วันนี้ไม่อยากมาทำงานเลย เบื่อ เซ็ง แต่จะลาทั้งทีก็ต้องป่วย ไม่ก็ต้องทนไปทำงานทั้งๆ ที่เบื่ออย่างนั้น แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ต้องแกล้งป่วยอีกต่อไป ด้วยการลาขี้เกียจ โทรไปหา hr ซะ แล้วบอกว่า พี่ๆ ผมขอลาขี้เกียจ เท่านี้ คุณก็จะได้หยุดตีพุงอยู่บ้านสบายหรือจะไปช็อปกระจายสลายความเครียดก็แล้วแต่สะดวกเลยจ้า

HR สมัยใหม่ มองหาพนักงานแบบไหน

ปัจจุบัน เรากำลังเข้าสู่เทคโนโลยี 4.0 ครับ ดังนั้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงมีสูงมาก และเป็นการ Global World Wide ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เราไม่ได้มีผลกระทบกับคนทั้งโลกอีกต่อไป ดังนั้นแล้ว พนักงานแบบไหนล่ะ ที่พนักงานมองหาอยู่

ทักษะแรก คงหนีไม่พ้นเรื่องของภาษา : เพราะโลกยุคปัจจุบัน เป็นสังคมออนไลน์ สิ่งที่เราค้นหาบน website จึงมีทั้งภาษาไทย อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเราอาจจะต้องติดต่อ ค้นหาข้อมูล หรืออื่นๆ ดังนั้น การเรียนรู้ภาษาที่สอง สาม สี่ จึงเป็นเรื่องสำคัญ และทำให้เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น
ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต : คงเคยได้ยินใช่ไหมครับว่าจงทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วเสมอ เพื่อพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้กับชีวิต และพัฒนาตัวเราเองอยู่เสมอ ซึ่งการทำงานก็เป็นไปตามที่ว่ามานี้ สิ่งที่เรารู้ดีอยู่แล้ว อาจจะมีคนอื่นทำได้ดีกว่าเรา เร็วกว่าเรา เชี่ยวชาญกว่าเราก็ได้ และเราควรเรียนรู้จากคนเหล่านั้น เพื่อพัฒนาตัวเราเองและงานให้ดีขึ้น

ทักษะการคิด ตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า : การคิดไม่ใช่เพียงแต่คิดได้ แต่ต้องคิดให้เป็นและคิดให้ทันด้วย เพราะบางครั้ง การเจรจาธุรกิจเขาจะไม่บอกเราตรงๆ มันจะมีนัยยะแฝงอยู่เสมอ หากเราคิดไม่ทัน มองไม่ออก อาจเสียโอกาสเหล่านั้นไป และเมื่อคิดได้แล้ว ต้องตอบให้เป็น ตัดสินใจดำเนินการ เหล่านี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จของเราให้มากขึ้น
ทักษะการวิเคราะห์และสังเคราะห์ : เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้เป็นถึงเนื้องาน ปัญหา สิ่งที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้สามารถทราบถึงสิ่งที่บริษัทต้องการและทำงานได้อย่างถูกต้อง และเมื่อวิเคราะห์ได้แล้ว เราก็ต้องสังเคราะห์ให้ได้ว่า แล้วเราควรทำอย่างไรล่ะ เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของการทำงานนั้นๆ วางลำดับขั้นตอน หนึ่ง สอง สาม เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย

ทักษะการเข้าสงคม : อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ปัญหานี้ปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาใหญ่ มีบ่อยครั้งที่พนักงานเป็นคนเก็บตัว ไม่คบหาสมาคมกับใคร พูดน้อย หรือไม่ก็สุดโต่งไปอีกฝั่งอย่างพวกมั่นใจในตนเอง ไม่ฟังใคร อีโก้สูง สิ่งเหล่านี้ ทำให้ทีมเกิดความแตกแยก ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้เกิดปัญหาในการทำงานบ่อยครั้ง และด้วยสังคม Social ในปัจจุบัน ทำให้คนมักมองโทรศัพท์มากกว่ามองหน้าเพื่อน ดังนั้น จึงควรปรับปรุงตัวเองในเรื่องนี้ด้วย
ทักษะอดทนและขยันทำงาน : อดทนและขยันทำงาน มันก็เรื่องพื้นๆ นี่นา ใช่ครับ มันพื้นๆ แต่นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่บริษัทจะเจอในหมู่พนักงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มั่นใจในตนเอง มีความคิดเป็นของตัวเอง ทำงานได้ไม่เท่าไหร่ ไม่ชอบใจก็ลาออก ไม่ชอบนายจ้าง ไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน ก็ลาออก ไม่เข้าใจกระบวนการทำงานแบบบริษัท ทำงานไม่ได้ก็ลาออก เราจึงเห็นคนรุ่นใหม่หันมาเปิดกิจการเป็นของตัวเองมากขึ้น เพราะเขาต้องการเป็นนายของตัวเองด้วยความฝันอันสวยหรู เช่นธุรกิจยอดฮิตอย่างร้านกาแฟ
ทักษะพิเศษ : เช่นความรู้เฉพาะทางที่เรามี ซึ่งเหล่านี้จะทำให้เราได้รับการจ้างที่ง่ายขึ้น เพราะเป็นทักษะที่หายาก ซึ่งจะทำให้ได้รับค่าจ้างที่แพงขึ้นด้วย เช่น ทักษะทางด้านรังสี ทักษะด้านการแพทย์
ยังมีอีกมากครับ ที่จะทำให้เราได้รับการจ้างที่ง่ายขึ้น แต่เหล่านี้ที่ได้กล่าวไปแล้วล้วนเป็นแกนหลักที่สำคัญที่จะทำให้เราได้รับการจ้างงานมากขึ้นครับ

 

ถ้าสนใจโปรแกรมเงินเดือนที่ใช้บริหารงานบุคคลสมัยใหม่ ติดต่อ EZY-HR เพื่อทดลองใช้ได้ที่ http://www.ezy-hr.com/

หยุดงาน ช่วงเทศกาล สงกรานต์ หยุดยาว

เทคนิคการหยุดงานช่วงเทศกาล

เทศกาลระดับประเทศใกล้เข้ามาอีกวาระแล้วครับ กับเทศกาลสงกรานต์ที่พนักงานเตรียมตัวลายาวเพื่อเที่ยวฉลองหลังจากทำงานมาอย่างยาวนานตั้ง 3 เดือน (อย่าปฏิเสธว่าคุณไม่ได้เที่ยวปีใหม่เชียว)

สำหรับพนักงานบริษัททั่วไป ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ ก็คงไม่มีปัญหาเรื่องวันหยุดสักเท่าไหร่ แต่สำหรับธุรกิจบริการอย่างร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือปั้มน้ำมันแล้ว เทศกาลแบบนี้ใครก็อยากหยุดเที่ยวด้วยกันทั้งนั้น แต่จะหยุดทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะยังต้องเปิดให้บริการอยู่ แล้วใครล่ะ จะได้หยุด???

ถ้าวันหยุดมีการประกาศตายตัวของพนักงานแต่ละคนอยู่แล้ว เช่น หยุดทุกวันจันทร์ วันพุธ ก็คงไม่ได้ลำบากสักเท่าไหร่ เพราะเทศกาลจะตรงกับวันไหนก็ดวงล้วนๆ แต่สำหรับพนักงานที่มีการกำหนดวันหยุดประจำเดือนแบบเดือนต่อเดือนหรือสัปดาห์ต่อสัปดาห์นั้น คนจัดตารางกะหรือหัวหน้างานจะเป็นที่จับตาของพนักงานมาก เพราะทำไมเค้าได้หยุด ทำไมผมไม่ได้หยุด และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มักจะเป็นปัญหาระยะยาวถึงความน่าเชื่อถือของคนจัดตารางกะหรือหัวหน้างาน

ดังนั้น ในบางบริษัทเพื่อตัดปัญหานี้ จะขอความร่วมมือพนักงาน ไม่ให้พนักงานท่านใดได้หยุดงานเลยเพื่อความยุติธรรม ไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันขึ้นส่วนเวลาเข้างาน ก็อาจจะจัดให้เกิดความเหลื่อมกันบ้างหรือสลับเวลากันเข้าบ้าง เพื่อไม่ให้เข้าดึกทุกวันหรือเข้าแต่กลางวันทุกวัน จนไม่ได้ไปไหนกับเขาเลย อีกวิธีที่พบคือ อาจจะให้สลับกันหยุดในช่วงเทศกาล เช่น นาย ก. ได้หยุดปีใหม่ไปแล้ว สงกรานต์ก็จะให้นาง ข. ได้หยุดบ้าง ซึ่งก็อาจจะตกลงกันก่อนก็ได้ว่า ใครมีเหตุจำเป็นต้องหยุดในช่วงเทศกาลไหนเป็นการเฉพาะไหม ถ้าไม่มีก็มาคุยกันว่า ใครจะหยุดเทศกาลอะไรก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นด้วยเช่นกัน

ดังนั้นแล้ว หัวหน้างานหรือคนจัดตารางกะจะต้องให้ความยุติธรรมและเป็นธรรมกับทุกคนและคิดให้รอบคอบที่สุด อย่างที่บอกครับ ต่อให้เรามีเหตุผลดีแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้ว พนักงานอาจมองเป็นแค่ความลำเอียง คนใกล้ชิด หรือลูกรักได้ครับ

เทศกาลสงกรานต์

เตรียมตัวรับสงกรานต์กันหรือยัง?

ใกล้เข้ามาแล้วครับ กับเทศกาลที่รอคอย นั่นก็คือ วันสงกรานต์นั่นเอง ปีนี้หยุดยาวกันเต็มอิ่มเลยทีเดียว แต่สำหรับใครที่มีพักร้อนเก็บเอาไว้ จะเอามาใช้ต่อให้ยาวยิ่งขึ้นไปอีก ก็ไม่ว่ากัน

แต่ว่า เตรียมตัวกันพร้อมหรือยังครับกับการหยุดยาวทำงานนี้ งานในส่วนที่เราต้องรับผิดชอบ เอกสารต่างๆ คนที่ต้องอยู่โยงแทนเพื่อนสำหรับธุรกิจบางประเภท ที่ไม่สามารถหยุดได้ เช่น ธุรกิจบริการ ร้านอาหาร โรงแรม ปั้มน้ำมัน เหนื่อยหน่อยนะครับ แต่เพื่อโบนัส สู้ๆ!!

สำหรับ hr ก็อาจจะหนักหน่อยกับการบริหารงานบริหารคนให้งานที่คั่งค้างอยู่เสร็จได้ตามกำหนด และจัดคนทำงานมาทำงานตามความเหมาะสมและเป็นธรรม เพราะบางคนอาจมองว่า ทำไมเพื่อนได้หยุด แต่ฉันไม่ได้หยุดล่ะ ก็เป็นเรื่องภายในที่จะต้องไปตั้งกฎกติกากันเพื่อให้พนักงานทุกคนยอมรับได้ เรื่องใบลาต่างๆ ที่ทาง hr จะต้องจัดการอนุมัติให้เรียบร้อยหรือถ้าติดขัดก็ต้องรีบจัดการ สำหรับคนน้อยๆ ก็คงง่ายหน่อย แต่ถ้ามีคนมากก็คงต้องเสียเวลาทำงานสักนิดหนึ่ง อย่างที่เคยพูดไปหลายครั้งแล้วครับ ในหัวข้อก่อนหน้านี้ หากเรานำระบบจัดการออนไลน์เข้ามาใช้ก็จะจัดการในส่วนนี้ได้ง่ายขึ้น ทั้งพนักงาน หัวหน้างาน และ hr ครับ

สำหรับคนที่ลาได้เรียบร้อยแล้ว และวางแผนเดินทางท่องเที่ยว อย่าลืมตรวจเช็คสภาพรถ ความพร้อมของร่างกายตัวเองและเพื่อนร่วมทางให้พร้อมนะครับ จะได้เที่ยวได้อย่างปลอดภัยและสนุกสนาน ที่สำคัญ เมาไม่ขับคร้าบบบ!!!

<รูปประกอบจากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ>

ทำไมบริษัทเอกชนในประเทศไทยไม่มีให้เลือกเวลาเข้างาน-เลิกงานได้ด้วยตัวเอง

พอดีไปเจอคำถามดังกล่าวจาก pantip

link -> https://pantip.com/topic/36243297/comment5

ถามว่า บริษัทเอกชนในประเทศไทยน่าจะให้เลือกเวลาเข้างาน-เลิกงานได้ด้วยตัวเอง ทุกวันนี้เอกชน เข้างาน 9:00-10:00 น. เลิกงาน 17:00-18:00 น.ทำให้ช่วงเช้ารถจะติดสุดๆประมาณ 7:00-9:00 น. และช่วงเย็น 17:00-19:00 น. ของทุกวันทำงาน บริษัทเอกชนประเทศไทยน่าจะให้พนักงานสามารถเลือกเวลาเข้างาน-ออกงานเองได้ เผื่อว่าบางคนอยากไปติดต่อราชการช่วงเช้า จะได้ไม่ต้องลางาน ก็เข้าสายๆหน่อย หรือบางคนอยากมีเวลาว่างช่วงบ่ายๆไปเดินห้าง ก็เข้างานแต่เช้าๆ จะได้ไม่ต้องออกไปรถติดพร้อมๆกันทุกบริษัทแบบที่เป็นมาทุกวันนี้

 


ซึ่งทำได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของธุรกิจประเภทนั้นๆ ครับ แม้กระทั่งราชการเองก็เถอะ จะทำก็ยาก แต่ก็มีเหมือนกัน บริษัทที่ยอมให้พนักงานเลือกมาทำงานเองได้ตามกำหนดระยะทุก 30 นาที หรือแม้กระทั่งทำงานที่บ้านแล้วมาบริษัทเฉพาะมีงานต้องส่ง ประชุมหรืออื่นๆ
ถึงแม้จะทำได้ก็ตาม ก็จำเป็นต้องมีกติกากำหนดครอบคลุมไว้อีกชั้น เช่น ให้เข้างานได้เวลา 08.00, 08.30 , 9.00 แต่ก็ห้ามพนักงานเลือกเวลางานเดียวกันทั้งหมด โดยเวลาอื่นไม่มีคนคอยดูแลเลย เป็นต้นครับ
งานอะไรบ้างที่ทำไม่ได้ เช่น งานการซื้อขายหุ้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีเวลาเปิดปิดที่แน่นอน หากคุณมาพักเที่ยง แล้วรอบเช้านักลงทุนจะซื้อขายหลักทรัพย์อย่างไร หรืออย่างราชการก็ทำค่อนข้างลำบาก เพราะงานราชการเป็นงานที่มีลำดับขั้นตอนชัดเจนมาก หากเจ้าหน้าที่ในขั้นต่อไปไม่มา การอนุมัติเอกสาร หรือคำสั่งก็อาจล่าช้าออกไป ลองนึกดูนะครับ คุณไปติดต่อโอนที่ดิน มาตั้งแต่เช้า เอกสารเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ 10.00 น. แต่ต้องรอคนอนุมัติมาทำงาน 13.00 น. อันนี้ก็คงไม่ใช่
หรืองานที่ต้องติดต่อกับลูกค้าคนอื่น เช่น ร้านขายสินค้า บริษัทเปิดรอบแรกเวลา 08.00 มีลูกค้าสั่งออเดอร์เข้ามา แต่ไม่มีพนักงานคอยบริการ รับออเดอร์ หรือจำนวนคนไม่พอกับการบริการเพราะพนักงานยังไม่เข้างาน อันนี้ก็คงไม่ได้อีกเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานบริการอย่างตำรวจ โรงพยาบาล โรงแรม ร้านอาหาร เหล่านี้ก็คงให้เข้ารอบตามใจพนักงานก็คงไม่ได้ครับ
แล้วงานใดบ้างที่สามารถทำได้
งานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตครับ แต่ต้องเป็นการผลิตด้วยสมอง เช่น งานออกแบบ เพราะผลงานที่เกิดขึ้น เกิดจากตัวพนักงานเอง ไม่เกี่ยวข้องกับใคร ซึ่งบางครั้งจำเป็นต้องใช้ความคิดในการตกผลึกออกมา ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันจะเกิดขึ้นตอนไหนก็ไม่รู้
นี่เป็นการมองภาพกว้างๆ นะครับ เรายังไม่ได้ลงลึกถึงระดับตำแหน่งอะไร อย่างเช่น ผู้จัดการ หรือแผนกเซลล์ที่อาจจะต้องไปพบลูกค้า เข้าสายบ้างอะไรบ้างก็คงไม่เป็นปัญหา
 สนใจเกี่ยวกับ โปรแกรมเงินเดือน การบริหารงานบุคคลสมัยใหม่ ไปที่ โปรแกรมเงินเดือน EZY-HR

ถาม : เพิ่งทำงานที่ใหม่ ถ้าบริษัทไม่ได้หักประกันสังคมจากเงินเดือน เพราะยังไม่ผ่านโปร

คำถามคือ ถ้าทำงานที่ใหม่ได้ประมาณ 4-5 เดือน พึ่งจะรู้ว่าบริษัทใหม่ ไม่ได้หักประกันสังคมจากเงินเดือน หลังจากสอบถามแล้ว ได้ความว่ายังไม่ผ่านช่วงทดลองงานบริษัทจะยังไม่ทำให้

ก็เลยกลายเป็นว่าขาดส่งประกันสังคมตั้งแต่เริ่มงานที่นี้ ส่วนภาษี ณ ที่จ่ายโดนหัก 3 %

ทดลองงาน

1.แบบนี้มีผลกระทบในด้านใดกับลูกจ้างบ้าง มีแนวทางแก้ไขยังไง

ตอบ มีผลกระทบต่อการนับอายุปีสะสมประกันสังคม ซึ่งจะมีผลต่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ประกันตนพึงได้ ทั้งเงินสะสม สิทธิประโยชน์ เงินบำนาญเมื่อเกษียณ
การแก้ไขต้องร้องเรียนต่อประกันสังคมว่าบริษัททำผิดกฎหมายประกันสังคม เนื่องจากตามกฎหมาย พนักงานเข้าทำงานจะต้องยื่นเรื่องแจ้งเข้าต่อประกันสังคมทันที ในทางกฎหมายแล้ว ไมมีคำว่าทดลองงาน หรือพนักงานประจำ

สำหรับการยื่นภาษีต้องไปดูว่าบริษัทคำนวณภาษีให้เราถูกต้องหรือไม่ เพราะถ้าคนทำเงินเดือนคำนวณภาษีให้ผิด คือหักน้อยกว่าความเป็นจริง เมื่อถึงปลายปี เราก็จะต้องเสียภาษีเพิ่ม
อีกรณีคือ ตอนที่ย้ายงาน ได้นำเงินได้จากที่เก่ามาคำนวณภาษีต่อหรือไม่ ถ้าไม่ได้นำมาคำนวณ แม้ที่ใหม่จะคำนวณได้ถูกต้องแล้ว แต่เมื่อไม่ได้นำเงินได้จากที่เก่ามาคำนวณภาษีต่อด้วย จะทำให้อัตราเงินได้ที่ใหม่น้อยลง ซึ่งจะทำให้เข้าฐานภาษีน้อยลงเช่นกัน

 

สนใจโปรแกรมเงินเดือนและบริหารงานบุคคลติดต่อ EZY-HR