ประกาศ กองทุนรวม LTF

ประกาศฉบับใหม่เกี่ยวกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

ใครที่เสียภาษีอยู่ในปัจจุบัน คงไม่มีใครไม่รู้จักกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ใช่ไหมครับ วันนี้ ผมมีข่าวที่บีบคั้นหัวใจคนที่ชอบซื้อกองทุน LTF มาฝากกัน

อธิบดีกรมสรรพากร ได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 276) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา

ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปี 2562 ครับ เป็นการต่ออายุการนำกองทุนหุ้นระยะยาวมาใช้ลดหย่อนภาษีได้

การถือครองตามข้อ 1(2) คือ จะต้องถือครองเป็นจำนวน 7 ปีปฏิทิน นับอย่างไรจึงเรียก 7 ปีปฏิทิน ถ้าเราซื้อกองทุน LTF ในปี 2559 จะนับปี 2559 เป็นปีที่ 1 และนับไปเรื่อยๆ ก็จะได้ปี 2565 เป็นปีที่ 7 ดังนั้น เราจึงจะสามารถขายกองทุน LTF ที่เราซื้อในปี 2559 ได้ในปี 2565 ครับ อย่านับผิดเชียวนะครับ และอย่าลืมด้วย เพราะคิดไว้เสมอว่า “ขายผิดปี มีภาษีย้อนหลัง” ครับผม

สัญญาจ้าง

สัญญานายจ้างและลูกจ้าง

วันนี้เรามาพูดถึงสัญญากันเล็กน้อยครับ

ทราบหรือไม่ว่า การที่นายจ้างและลูกจ้างทำสัญญาต่อกันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม เพื่อป้องกันนายจ้างและลูกจ้างฟ้องร้องต่อกันเมื่ออีกฝ่ายผิดสัญญานัั้น ในทางกฎหมายมันมีผลแค่บางกรณีเท่านั้น เอ๊ะ ยังไง

กรณีที่ว่านี้คือ สัญญานั้น จะต้องไม่ขัดกับหลักของกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย และเป็นธรรม อย่างแรกเลย ถ้านายจ้างเอาเปรียบลูกจ้างด้วยการกดดันให้ออก แล้วจ่ายเงินชดเชยไม่เป็นไปตามกฎหมาย จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม หากเหตุผลนั้น การจ่ายค่าชดเชยนั้น ขัดกับหลักกฎหมายแล้ว จะถือว่าเป็นโมฆะ หากลูกจ้างนำไปฟ้องร้อง มีโอกาสสูงที่นายจ้างจะแพ้คดี

เช่น นายจ้างให้ลูกจ้างออกโดยให้เหตุผลว่า ผลประกอบการไม่ดี บริษัทขาดทุน โดยยอมจ่ายค่าชดเชยให้ตามสมควร และให้ลงชื่อในเอกสารไม่ฟ้องร้องกับนายจ้าง แต่หากภายหลังปรากฎว่า บริษัทมิได้ขาดทุน แค่ผลประกอบการลดลง (รายได้ลดลง แต่ยังไม่ถึงขาดทุน) อย่างนี้ เหตุผลที่ใช้ในการเลิกจ้่างลูกจ้างก็เป็นการโกหกเสียแล้ว เพราะนายจ้างแจ้งว่าขาดทุน แต่จริงๆ ยังไม่ขาดทุน ดังนั้น หากมีการฟ้องร้องจากลูกจ้าง ก็มีโอกาสสูงที่ลูกจ้างจะชนะ และได้รับเงินค่าชดเชยเพิ่มขึ้น อันเนื่องจากสัญญาที่ลงรายมือชื่อไปนั้นเป็นโมฆะ

ดังนั้น นายจ้างจะทำสิ่งใด ลูกจ้างจะทำสิ่งใด ก็ควรทำให้ถูกต้อง ตามหลักของกฎหมายทุกประการ เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้องในภายหลัง และเพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองหลังจากการถูกเลิกจ้างทั้งฝั่งนายจ้างเองและฝั่งลูกจ้างด้วยนะครับ

ขอขอบคุณกรณีตัวอย่างดีๆ จากคุณวิชัญ กรุงเทพเอชอาร์เอ็ม ครับ

การกระตุ้นการใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

เมื่อวานนี้ ได้ทราบข่าวว่า รัฐบาลเตรียมอนุมัติเงินเพื่อจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ไปขึ้นทะเบียนไว้กับทางรัฐบาล เพื่อนำไปใช้จ่ายในช่วงปลายปีนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ขอแสดงความยินดีกับผู้มีรายได้น้อยด้วยนะครับ

 

621-131018032747

 

ส่วนพนักงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ไป ทราบว่า ปลายปีนี้ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเหมือนเคย เช่นเดียวกับในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หรือการซื้อสินค้า OTOP ในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งก็คงต้องดูว่า จะเป็นไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้หรือไม่

สำหรับค่าใข้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว ยังนำไปหักลดหย่อนได้อยู่นะครับ อย่าลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีกันด้วยนะครับ

มดขี้เกียจ

มดขยันและมดขี้เกียจ (ตอนจบ)

สวัสดีครับ มาต่อกันอีกครั้งกับเรื่อง มดขยันและมดขี้เกียจ ครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงประโยคที่ตัวเอกของเราได้กล่าวคำที่ทำให้ผมสะดุดใจมาประโยคหนึ่งยาวๆ ครั้งนี้ เราจะมาคุยกันถึงเรื่อง เราได้อะไรจากเรื่อง มดขยันและมดขี้เกียจ

สำหรับมุมมองของผมแล้ว ถ้าจะบอกว่า คำกล่าวของตัวเองไม่ผิดนัก ก็คงจะถูกต้อง เพราะถ้าเราเอาคนที่เก่งที่สุดในห้อง 10 คนมาทำข้อสอบ 10 ข้อ แล้วตัดคะแนนที่ 7 ถือว่าเก่งล่ะก็ ทั้ง 10 คนก็คงจะอยู่ในระดับเก่งทั้งหมด แต่ถ้าเราเข้าไปดูรายละเอียดของคะแนน มีคนได้ 10 คะแนน 2 คน ได้ 9 คะแนน 5 คน และ 8 คะแนน 3 คน เราก็คงบอกได้ว่า คนได้ 8 คะแนน เป็นคนไม่เก่งนั่นเอง

กลับมาเรื่องมด หากเปรียบเทียบกับคนในองค์กรแล้ว ก็คงจะมีคน 20% ซึ่งผมขอเรียกว่า “เป็นคนที่ขยันน้อยกว่าคนอื่น” ก็แล้วกัน ถ้าเราไล่คนกลุ่มนี้ออก ด้วยการประเมินผลแล้วบอกว่า เพราะคุณไม่ขยัน คุณขี้เกียจ สุดท้าย 20% ของคนทีเหลือก็จะกลายเป็นขี้เกียจต่อไป กลายเป็นวงกลมไม่จบสิ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคิดต่อ ไม่ใช่จะไล่ออกอย่างไร แต่ทำอย่างไรจึงจะให้คนกลุ่มนี้ ทำงานได้อย่างเต็มความสามารถของเค้าต่างหาก เพราะไมใช่เขาไม่ขยัน ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ เพียงแต่มันน้อยกว่าคนส่วนใหญ่เท่านั้นเอง ถูกมั้ยครับ

แน่นอนว่า คนบางคนก็ไม่ได้ขี้เกียจหรือไม่ขยัน แต่เขาไม่ต้องการทำตัวเด่น ไม่ต้องการแย่งชิงกับใคร ทำงานแบบปิดทองหลังพระ ขยันในตอนที่คนอื่นไม่รู้ก็มี ถ้าเราประเมินแล้ว เขาทำงานดี งานไม่บกพร่อง ไม่เคยทำผิด ก็ไม่ต้องไปไล่เขาออกหรือขจัดเขาออกไปก็ได้ (ยกเว้นขี้เกียจหรือไม่ไหวจริงๆ อ่ะนะ อย่างสายทุกวันเป็นกิจนิจหรือส่งงานล่าช้าตลอด) คุณเก็บเขาไว้ เขาก็ยังสร้างประโยชน์ให้คุณได้ เผลอๆ เขาอาจจะมีอะไรที่คุณยังไม่รู้และสามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กรในภายภาคหน้าได้อีกด้วย

มดขยัน

มดขยันและมดขี้เกียจ (ตอนแรก)

สวัสดีครับ อาจจะงงๆ กับหัวข้อสักหน่อย ว่า เอ๊ะ นี่มันเว็บไซด์ hr หรือสารคดีเรื่องสัตว์โลกเนี่ย ก็ต้องขอบอกว่า เว็บไซด์ hr นี่แหละครับ แต่หัวข้อในวันนี้เราจะเอาเรื่องมดมาเป็นอย่างกัน

เรื่องของเรื่องเนี่ย พอดีผมได้อ่านนิยายเรื่องหนึ่งเข้า มีฉากหนึ่งที่มีคนถามพระเอกว่า ทำไมคุณที่เป็นคนที่เอื่อยเฉื่อย ขี้เกียจ งานอดิเรกบ้าๆ บอๆ และมักสอบได้ที่สุดท้ายหรือเกือบสุดท้ายเสมออย่างคุณ ถึงกลายมาเป็นคนที่เก่งกาจได้

สิ่งที่เค้าตอบกลับมา ก็คือ “เคยได้ยินมาว่า 10 ถึง 20% ของมดในรังหนึ่งๆ นั้น เป็นพวกขี้เกียจ แต่ถ้าคุณเอาพวกขี้เกียจออกไปล่ะก็ 20% ของมดขยันทำงานที่เหลือ จะกลายเป็นพวกขี้เกียจทันที ตอนที่ถูกผู้บังคับบัญชาดุด่าอยู่ เรื่องนี้ก็ได้หลุดจากปากผมออกไป ซึ่งคิดว่าคงมีระดับบิ๊กที่ไหนได้ยินเข้า ดังนั้นถ้าจะรวบรวมคนที่มีความสามารถล่ะก็ มันก็เป็นการฉลาดกว่าที่จะรวบรวมพวกขี้เกียจเข้าไปด้วยตั้งแต่แรก แทนที่จะปล่อยให้ 20% ของคนมีความสามารถกลายเป็นพวกขี้เกียจ จริงมั้ย?”

เมื่ออ่านจบ ผมนิ่งคิดไปสักพักนึง แล้วก็ได้คำตอบออกมา…

ครั้งหน้า เราจะมาต่อกันครับ ว่าเราได้อะไรจากคำพูดประโยคนี้บ้าง

 

ทริคในการลงทุนระยะยาว

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนจบ : ทริคในการลงทุน

นอกจากเรื่องการลงทุนแล้ว

ผมยังได้แนะนำทริคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการลงทุน ให้กับพี่บีไปอีกนิดหน่อย ที่นิดน่อยนี่ไม่ได้หวงอะไรนะครับ แต่เพราะพี่บียังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนจริง ดังนั้น การยัดเยียดอะไรที่มากเกินไปจะทำให้กังวลและลังเลที่จะลงทุนเสียเปล่าๆ ดังนั้น ให้พี่บีได้ลงทุนไปสักระยะแล้วเราค่อยๆ เติมไปจะดีกว่า
เช่น ถ้าภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่ไม่รู้จะลงทุนในกองทุนอะไรดี ไม่ต้องคิดมากครับ กองทุนรวม SET50 ไปเลย หรืออย่างถ้าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเริ่มขาลง ควรทำยังไง ก็ไม่ต้องคิดมากอีกเหมือนกัน กองุทนรวมตลาดเงินครับ
ตลอดระยะเวลาที่ผมได้คุยกับพี่บีนั้น ผมชอบตอนจบมาก ผมถามพี่บีว่า แล้วพี่สนใจจะลงทุนแบบไหนดีครับ พี่บีตอบกลับมาว่า ผมคงลงทุนในความเสี่ยงน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มทีหลังดีกว่า ผมว่านี่เป็นความคิดที่ดีมาก ถ้าเรายังไม่มั่นใจ ไม่มีประสบการณ์ เราก็ไม่ควรไปใส่กับมันเต็มที่ เราต้องเตรียมพร้อมความรู้และประสบการณ์ให้อย่างน้อยก็ในระดับที่มีคนมาเป่าหูเราแล้ว เราไม่หวั่นไหวไปเขาได้นั่นล่ะครับ เพราะไม่ว่าอนาคตจะได้มาก ได้น้อย เสียมาก เสียน้อย จะได้ไม่มานั่งเจ็บใจตัวเองในภายหลังว่า เพราะเรามันโง่ ไม่มีประสบการณ์ ละโมบโลภมากไป
ก็หวังว่าทุกคนจะลงทุนอย่างมีสตินะครีบ หากมีข้อสงสัยใดๆ สอบถามเพิ่มเติมเข้ามาได้ครับ ผมยินดีตอบครับ โดยพูดคุยกันเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page ของเรา -> รู้ทัน HR

ลงทุนในสภาพเศรษฐกิจไม่ดี

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนที่ 3 : การเลือกลงทุน

เมื่อพี่บี มองเห็นภาพรวมกว้างๆ ของกองทุน แล้ว ทีนี้ แล้วลงทุนระดับไหนล่ะถึงจะดี หรือจะเอาระดับ 8 ทองคำเลยดี เสี่ยงสูงผลตอบแทนก็น่าจะสูง ใช่ครับผมไม่เถียง แต่อยากบอกว่า แล้วเรารับได้หรือเปล่ากับความเสี่ยงนั้น อย่าคิดแต่จะได้รับผลตอบแทนสูงๆ เชียวนะครับ เพราะเวลากองทุนพวกนี้โฆษณาในโทรศัพท์ให้เราฟังกัน มักจะประมาณการผลตอบแทนให้ฟังกันเสียสวยหรู 10%บ้าง 15% บ้าง แต่ไม่เคยบอกเลยว่า แล้วมีโอกาสขาดทุนมั้ยหรือสักเท่าไหร่กัน ตอนจบมีแค่ประโยคสั้นๆ การลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน มีความเสี่ยง บลาๆๆๆๆ บางคนฟังอาจจะไม่ได้คิดให้ดี คิดแต่เพียงว่า กำไรดี ก้ไปลงทุนเท่านั้น

ศึกษาการลงทุนเพิ่มเติม

ผมแจ้งพี่บีไปว่า เมื่อพี่รู้แบบนี้แล้ว พี่ควรลองไปศึกษาเพิ่มว่า แต่ละธนาคาร มีกองทุน RMF อะไรบ้าง ระดับความเสี่ยงไหน เมื่อเลือกได้แล้ว ลองศึกษาดูว่า กองทุนนั้นๆ ลงทุนในอุตสาหกรรมอะไร เช่น สื่อสาร ทองคำ ธนาคาร หรือก่อสร้าง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ ว่าควรจะลงทุนอะไรดี รวมถึงค่าธรรมเนียมของแต่ละกองทุน จำนวนเงินขั้นต่ำในการลงทุนแต่ละครั้ง เพราะงบประมาณของพี่บีคือ เดือนละ 1000 บาท แต่บางกองทุนจำเป็นต้องซื้อขั้นต่ำครั้งละ 2000 บาท หรือ 5000 บาท ก็ทำให้ไม่สามารถซื้อได้

สรุป

สำหรับการเลือกกองทุน สิ่งที่ผมแนะนำไปคือ หากไม่ต้องการไปผูกพันกับภาวะเศรษฐกิจมาก ก็ควรเลือกกองทุนรวมที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ปัจจัย 4 เครื่องอุปโภคบริโภค การรักษาพยาบาล เรื่องเหล่านี้ คนเราต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีขนาดไหน คนเราก็ต้องกินต้องใช้ และถ้าป่วยก็ต้องรักษา ดังนั้น การลงทุนในประเภทนี้ จะมีภาษีดีกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นพวกของฟุ่มเฟือย หรือของที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น การผลิตเครื่องจักร การผลิตรถยนต์ เป็นต้น

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนที่ 2 : การลงทุนในอุตสาหกรรมของกองทุนรวม

กองทุนรวมนั้น นอกจากจะแบ่งระดับความเสี่ยงแล้ว ยังแบ่งประเภทของกองทุนเป็นแบบต่างๆ อีกหลายหลายประเภท (สามารถอ่านรายละเอียดแบบระเลียดได้ที่ https://www.set.or.th/education/th/begin/mutualfund_content02.pdf) และแต่ละกองทุนก็ยังลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ไม่แตกต่างกันอีกด้วย ฟังมาตั้งนาน พี่บีส่งสติ๊กเกอร์มาอันนึง “บร๊ะเจ้า” …. คงจะอึ้งไปล่ะมั้งว่า ทำไมมันยุ่งยากมากมายขนาดนี้ อันที่จริงผมจะแนะนำให้ไปซื้อกองทุนนั้นสิ กองทุนนี้สิเลยก็ได้ แต่พี่บีจะขาดความรู้ในการลงทุนในระยะยาว และไม่สามารถตัดสินใจเองได้ในอนาคตว่า กองทุนไหนน่าจะดี แบบไหนน่าจะเวิค เศรษฐกิจแบบนี้ ควรลงทุนแบบไหน

กองทุนที่พี่บีสนใจคือ RMF ซึ่งข้อดีของ RMF อยู่ที่มีการลงทุนที่หลากหลาย ถ้าเป็น LTF การลงทุนจะจำกัดแต่เฉพาะความเสี่ยงระดับ 6 เท่านั้น ซึ่งก็เป้นไปตามชื่อคือ กองทุนรวมหุ้น ก็ต้องลงทุนในหุ้นนั่นแหละครับ

RMF มีการกระจายการลงทุนตั้งแต่กองทุนรวมตลาดเงินเพื่อการเลี้ยงชีพ จนกระทั่งถึงกองทุนรวมทองคำเพื่อการเลี้ยงชีพ แต่ไม่มีการลงทุนในระดับอุตสาหกรรมเฉพาะ (ระดับ 7) นะครับการลงทุนก็มีตั้งแต่ลงทุนในตราสารเงิน อุตสาหกรรมธนาคาร ก่อสร้าง สื่อสาร หรืออาจจะรวมหลายๆ อุตสาหกรรมไว้ในกองทุนเดียวกันก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนแบบกว้างๆ หรือเน้นภาพรวม จะไม่เจาะจงในกลุ่มใดมากเกินไป เพราะอาจมีความผันผวนมากเกินไป เพราะจุดประสงค์คือ เพื่อไว้เลี้ยงชีพหลังเกษียณ ดังนั้น จึงควรมีความเสี่ยงน้อย หรือจะเป็นแบบลงทุนในบริษัทที่อยู่ใน SET 50 หรือ Set 100 หรือ MAIบางก็กองทุนก็ไมได้จำกัดในเรื่องของกลุ่มอุตสาหกรรม แต่จะมองไปที่ผลประกอบการ การปันผลต่างๆ แล้วไปลงทุนในบริษัทเหล่านั้นก็มี

ดังนั้น หากเราต้องการเลือกลงทุนแล้วล่ะก็ จำเป็นต้องศึกษาพวกกองทุนเหล่านี้ให้เข้าใจเสียใจ เพื่อจะได้ไม่เสียใจทีหลังว่าทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง

 

ลงทุน วัยเกษียณ

การลงทุนเพื่อวัยเกษียณกับ RMF – ตอนที่ 1 : มารู้จักกองทุนรวมกันเถอะ

สวัสดีครับ วันนี้ขอคุยเรื่องการลงทุนสักนิดหนึ่งครับ เรื่องของเรืองเกิดจากเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา น้องคนที่รู้จักเค้ามาให้ผมอธิบายให้กับเพื่อนของเค้าอีกทีเรื่องการลงทุนใน RMF เมื่อแอดไลน์กันเรียบร้อย ก็เริ่มพูดคุยกัน ผมขอสมมุติว่าพี่เขาชื่อ บี นะครับ

หลังจากสนทนากันไปพักนึงจึงสรุปได้ว่า

  1. ต้องการออมเดือนละ 1000 บาททุกเดือน
  2. การออมนี้จะต้องนำไปใช้สำหรับตอนเกษียณเท่านั้น
  3. พี่บีไม่มีความรู้อะไรเลยนอกจากรู้แค่ว่า RMF มันลดหย่อนภาษีได้ (เอิ่ม)

เริ่มแรก ด้วยที่เราก็เคยไปอบรมเกี่ยวกับการสอบ single license มาก่อน ก็ควรจะแนะนำข้อมูลให้กับพี่บีได้ทราบสักเล็กน้อยเกี่ยวกับการลงทุน แรกเริ่มเลย เราก็เตือนเขาไปว่า การลงทุน ไม่ใช่การฝากเงิน มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนหรือได้กำไรก็ได้ (จำมาจากเอกสารเป๊ะๆ ฮ่าฮ่า)

หลังจากนั้น ก็เริ่มสาธายายเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงก่อน (ขอหยิบยกข้อความแบบเป็นทางการมาให้อ่านแล้วกันนะครับ)

ระดับที่ 1 คือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) โดยจะลงทุนเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือตราสารทางการเงินในประเทศ ที่มีอายุสั้นไม่เกิน 1 ปี เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด และมีโอกาสผิดนัด ชำระหนี้น้อย และที่สำคัญ ได้กำไรแน่ๆ เพียงแต่จะได้น้อยมากๆ จนบางครั้งก็ต้องวัดใจกับดอกเบี้ยธนาคารเหมือนกันว่าอะไรจะมากกว่ากัน

ระดับที่ 2 คือ กองทุนแบบ Money Market แต่สามารถนำเงินบางส่วนไปลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศได้ ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากยังคงเน้นลงทุนในตราสารระยะสั้น ทำให้มีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำ แต่ก็เหมือนกับแบบตลาดเงินที่ยังคงได้กำไรแน่ๆ และก็น้อยนิดเหมือนกันเป๊ะๆ

ระดับที่ 3 คือ กองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแม้ว่าจะดูเหมือนมีความเสี่ยงที่ต่ำ แต่พันธบัตรมีช่วงอายุหลากหลาย และ กองทุนสามารถเลือกลงทุนในพันธบัตร หรือตราสารที่มีอายุมากกว่า 1 ปีได้ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องของ Maturity Risk หรือการครบกำหนดอายุของตราสาร ผลตอบแทนก็เริ่มมีความเสี่ยงที่จะได้หรือเสียขึ้นมาอีกหน่อย

ระดับที่ 4 จะเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นตราสารหนี้แบบไหน สามารถลงทุนได้ในหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้เอกชน ซึ่งความเสี่ยง Credit Rating หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผลตอบแทนก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น มีโอกาสที่จะได้และเสียเช่นกัน

ระดับที่ 5 เป็นกองทุนรวมแบบผสม ระหว่างตราสารหนี้และตราสารทุน หรือ Balance Fund มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง ซึ่งผลตอบแทนก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัวจากผลตอบแทนในตลาดหุ้น แต่ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนด้วยเช่นกัน

ระดับที่ 6 เป็นกองทุนรวมหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงใกล้เคียงกับการลงทุนในหุ้นโดยตรง ซึ่งเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงในระดับที่สูง การลงทุนในกองทุนประเภทนี้ ผู้ลงทุนควรรับความเสี่ยงจากการผันผวนของตลาดหุ้นได้อย่างน้อยก็ไม่คื่นตระหนกเวลาตลาดหุ้นมีความผันผวน และควรมีสติในการลงทุน ผลตอบแทนถ้าได้ก็มาก ถ้าเสียก็มากเช่นกัน อย่างไรก็ดี จะมากจะน้อยก็ขึ้นกับระยะเวลาการลงทุนด้วยเช่นกัน

ระดับที่ 7 จะเป็นกองทุนรวมในหุ้น โดยลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ Sector Fund เช่น ลงทุนเฉพาะ Sector พลังงานหรือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเฉพาะใน Sector ที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น กองทุนทั่วๆ ไปที่อยู่ในระดับนี้ที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น BTSGIF, EGATIF, DIF เป็นต้น

และระดับที่ 8 คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และมีความผันผวนของมูลค่าสูง การลงทุนเน้นในทองคำ หรือน้ำมัน เพียงอย่างเดียว ดังนั้น ราคาจึงมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากไม่มีอย่างอื่่นมาถัวเฉลี่ยความเสี่ยงด้วย ดังนั้น ผู้ลงทุนควรมีสติและความรู้ในการลงทุนพอสมควร

หากท่านใดต้องการทดสอบระดับความเสี่ยงของตนเองที่ยอมรับได้ ว่าอยู่ระดับใด สามารถทดสอบได้ที่ –

http://www.set.or.th/education/th/online_classroom/risk.html

ครั้งหน้า เราจะมาคุยกันเรื่องการลงทุนในอุตสาหกรรมของกองทุนรวมครับ

 

(ข้อมูลความเสี่ยงจาก website – http://www.moneychannel.co.th/news_detail/11062/FundView-:-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-8-%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1)

ใช้มือถือช่วยในการเช้คอินเวลาทำงานของพนักงาน

โมบายแอพพลิเคชั่น : เช้คอิน – เช้คเอาท์ เวลาทำงาน

เมื่อวันก่อน ผมพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยี Cloud ที่เข้ามาช่วยในการทำงาน วันนี้ผมขอพูดเรื่องการใช้งานมือถือที่นำมาใช้กับงาน hr ได้บ้างนะครับ

สัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสทดสอบระบบมือถือ โปรแกรม hr ตัวหนึ่ง ที่เข้ามาเสนอในบริษัท ใน app นั้น จะเชื่อมต่อการทำงานกับ hr ได้ ใช้ขอลา ขอโอที และอื่นๆ ได้ (ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง) ทั้งยังสามารถเช็คอินเช็คเอ๊าการทำงานประจำวันจากบน app ได้อีกด้วย บ๊ะ อะไรจะขนาดนั้น ผมลองดูแล้ว ประโยชน์ของมันนี่ เหมือนฟ้ามาโปรดชัดๆ

ข้อแรก พนักงานที่ต้องออกไปทำงานข้างนอกตลอด เช่น พนักงานที่ต้องอยู่หน้างาน, พนักงานขาย, พนักงาน PC ประจำห้างหรือบูทหรือประจำสาขา สามารถนำ app นี้ไปใช้ได้หมด ที่บริษัทจะทราบทันทีว่าพนักงานมาทำงานหรือยัง มาสายมั้ย คนขาดหรือไม่
ข้อสอง พนักงานที่รับงานเป็นจ๊อบๆ เช่น แมสเซนเจอร์ ก็สามารถนำไปใช้งานได้เหมือนกัน โดยเมื่อถึงแต่ละจุดก็ให้ทำการเช็คอิน ณ จุดนั้น เป็นการยืนยันตัวตนว่าเรามาแล้ว แล้วก็จ่ายเงินตามตกลงกัน จะตามระยะทางหรือตามจ้างก็ว่ากันไป

ข้อดี

1. ระบบนอกจากจะยอมให้เช็คอินบนมือถือได้แล้ว ยังจับ location เหมือนเวลาเราเช็คอินบน facebook ได้อีกด้วย ทำให้ทราบตำแหน่งที่แน่นอนของผู้ที่ไปว่า ไม่ได้โมเมนอนอยู่ที่แล้วแล้วบอกเราว่าไปพบลูกค้าวันนี้ นอกจากนี้ระบบยังจับจาก device id ของเครื่องอีกด้วย ทำให้ไม่อาจเช็คอินแทนกันได้ เพราะระบบจะฟ้องเลยว่า คุณใช้เครื่องเดียวกันมาเช็คอิน ก็ไปไล่เบี้ยเอาทีหลังได้
2. ระบบยอมให้เช็คอิน แต่ไม่ยอมให้พนักงานมองเห็นแผนที่และไม่ยอมให้ลากจุดที่ต้องการเช็คอินได้ด้วย ทำให้ยากที่พนักงานจะโกงจุดเช็คอินได้
3. ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องสแกนนิ้ว สแกนบัตร หรือจ้าง hr ประจำหน้างานที่อาจจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนักเพียง 1-2 คน ลงได้ เพราะมือถือในยุคปัจจุบัน แต่ละคนก็มีสมาร์์ทโฟนกันเกือบหมดแล้ว หรืออาจจะประยุกต์ไปใช้เป็นบริษัท ลงทุนซื้อไว้ 1 เครื่องติดตั้งที่หน้างาน อย่างเดียวเลยก็ได้ (เครื่องถูกๆ ก็พอนะครับ เดี๋ยวจะโดนขโมย)

ข้อเสีย

1. ถ้า internet ไม่มี ก็จบข่าวสิครับ เพราะต้องทำงานผ่านระบบ internet ถ้าต้องไปในที่ห่างไกล ไร้สัญญาณล่ะจะทำยังไง
2. ถ้าพนักงานลงทุนซื้อไว้อีกเครื่องให้เพื่อนช่วยเช็คอินแทนกัน จะทำอย่างไร แต่ข้อนี้ แก้ไขได้ด้วยการให้ฝ่าย hr ทำการบันทึก device id ของพนักงานท่านั้นเอาไว้ก่อน เพื่อเปรียบเทียบกันได้ แต่ถ้าพนักงานจะลงทุนเอาเครื่องหลักตัวเองไปให้เพื่อน แล้วซื้ออีกเครื่องมาใช้งาน ถ้าทำจริงๆ ผมก็ยอมซูฮกให้ล่ะ
3. ถ้าพนักงานลืมเช็คอินจะทำอย่างไร …. ก็ต้องมีมาตรการจัดการภายในกันเองล่ะครับ สุดวิสัยจริงๆ ที่จะเตรียมรับมือ

ถ้าหากสรุปแล้ว เทียบข้อดีข้อเสีย ก็ยังนับว่า ข้อดีมีภาษีดีกว่า สำหรับข้อเสีย เรายังสามารถกำหนดมาตรการภายในบริษัทเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านี้ได้ ฉะนั้นแล้ว บริษัท ห้างร้าน กิจการใดที่กำลังประสบปัญหาที่เข้าข่ายลักษณะนี้ จะลองหาซื้อมาใช้งานก็น่าจะเป็นประโยชนอย่างมากครับ

ระบบธุรกิจบนคลาวด์

Cloud Technology : ระบบคลาวด์เพื่อธุรกิจในอนาคต

ปัจจุบัน เทคโนโลยีคลาว (Cloud) กำลังเป็นที่สนใจและได้รับการใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะข้อดีของระบบคลาวคือ เราสามารถนำข้อมูลที่ต้องการใช้งานมาใช้ได้ตลอดเวลาเท่าที่เราสามารถ access ถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ โดยเราไม่จำเป็นต้องถืออุปกรณ์บันทึกอย่างแฟลชไดร์ หรือ External HDD ติดตัว ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายและเสียหายจากเหตุไม่คาดฝันต่างๆ

ในต่างประเทศนั้น เทคโนโลยีด้านคลาวด์ ได้ถูกใช้มาค่อนข้างนานแล้วด้วยข้อดีของเทคโนโลยีตัวนี้ ทำให้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ในขณะที่ประเทศไทย การใช้งานยังคงจำกัดในวงแคบอยู่มาก และถูกนำมาใช้งานไม่กี่อย่างเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีตัวนี้ รวมถึงความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจมากขึ้น บริษัทใหญ่ๆ มีการปรับตัวมาใช้เทคโนโลยีตัวนี้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยเป็นประเทศค่อนข้างอนุรักษ์นิยมในการทำงาน การปรับเปลี่ยนใดๆ ไม่ค่อยเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นอย่างไร้ผลลัพพ์ในทางที่ควรเป็น หากต้องการให้ประสบผลสำเร็จ ทั้งผู้บริหาร หัวหน้างาน และระดับพนักงาน จะต้องร่วมมือร่วมใจกันให้การใช้ระบบนี้เกิดขึ้นในองค์กรให้ได้ ส่วนหนึ่งอาจจะต้องรอคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีเข้ามาผลัดใบกับคนรุ่นเก่าที่เติบโตมากับระบบอะนาล็อคเสียก่อนด้วย ดังนั้น เชื่อว่า กว่าเทคโนโลยีนี้จะได้รับการยอมรับในระดับชาติ อาจจะต้องรอเวลาไปอีกหลายปีพอสมควรและคงต้องได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อใประเทศไทยก้าวหน้าสู่สังคม 4.0 ในการทำงานด้วย