ความเข้าใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีเพื่อน hr มาบ่นกับผมครับ ได้ไปอ่านบทความมาจาก web แห่งหนึ่ง อ่านแล้วไม่ชอบใจอย่างมาก ผมก็ถามว่า อ้าวทำไมล่ะ เค้าบอกว่า คนเขียนเขียนได้แย่มาก เขียนเอามัน เขียนเอาสนุก เขียนเข้าข้างพนักงานแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงเลย… เอ มันเรื่องอะไรกันหว่า

 

ผมก็เลยไปตามหาอ่านบทความที่ว่า และก็ได้เรื่อง…

จากที่ผมอ่าน ผมสรุปใจความได้ว่า การที่พนักงานต้องแหกตาตื่นตี 4 ตี 5 ไปทำงานทุกวันนี้ มันส่งผลแย่ต่อพนักงาน ทำให้พนักงานสุขภาพย่ำแย่ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหารถติด ปัญหาการสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ที่จะเป็นอย่างนี้อย่างน้อยอีก 1-4 ปี แล้วแต่เส้นทางนั้น ทำให้พนักงานไปทำงานไม่ค่อยจะทัน ต้องตื่นเร็วขึ้น ออกเร็วขึ้น เพื่อบริหารเวลาในการไปทำงานให้ทันเวลาเข้างาน hr ก็ช่างใจร้ายไม่เข้าใจพนักงานเสียเลยว่าพนักงานต้องผจญกับวิบากกรรมอะไรบนท้องถนนบ้าง บ้านผมอยู่ไกลนะ เข้าใจผมบ้าง

ผมขอมองแบบเป็นกลางเลยนะครับ ที่เจ้าของบทความเขียนมานั้น ก็ถูกอยู่ ก็ถนนกำลังทำ รถไฟฟ้ากำลังสร้าง มันก็เลยติด จะให้ผมทำอย่างไร แต่ว่านะครับ ข้อแรก เลยนะครับ คนไทยมักจะสมัครงานกับบริษัทใหญ่ๆ สวัสดิการดีๆ เงินเดือนสูงๆ เมื่อเราตัดสินใจสมัครงานที่ไหน เราคำนึงถึงแต่สิ่งเหล่านี้หรือครับ คำตอบคือไม่ ยังมีเรื่องการเดินทาง วิธีการเดินทาง จำนวนชั่วโมงการเดินทาง จำนวนวันหยุดประจำสัปดาห์ โบนัส ฯลฯ เมื่อคุณเลือกที่จะสมัครงานกับที่ไหนแล้ว แปลว่าคุณตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้วว่า เรายอมรับกฎกติกาของบริษัทที่เราจะไปทำ ยอมรับสภาพแวดล้อมของการทำงาน ยอมรับกฎระเบียบของบริษัท สิ่งที่เราได้มากับเวลาที่เสียไปมันจะคุ้มค่ากัน ดังนั้น การเรียกร้องว่า บ้านชั้นไกล ขอมาทำงานสาย มีการทุบสะพาน ขอมาช้าหน่อย การนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นข้อต่อรองกับนายจ้าง ผมว่าไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ เพราะคุณกำลังเอาเรื่องส่วนตัวมาต่อรองกับบริษัท ผมถามว่า ถ้าอ้างว่ารถติด บ้านไกล ทำไมไม่หาที่ทำงานใกล้ๆ กับที่พักล่ะครับ

ไม่ใช่ว่าผมไม่เข้าใจฝั่งพนักงานนะครับ แต่ว่า กฎระเบียบบริษัทถูกออกแบบมาเพื่อให้พนักงานมีวินัยในการทำงาน หากพนักงานคนนึงทำผิดได้ คนอื่นก็ทำผิดได้เช่นกัน แล้วจะมีกฎของบริษัทเอาไว้ทำไม อย่างไรก็ตาม ถ้ามีเหตุการณ์สุดวิสัยจริงๆ เช่น มีการกำหนดรื้อสะพานข้ามแยก เป็นเวลา  2 สัปดาห์ มีการปิดถนนเพิ่มอีกฝั่งละเลน เหลือเพียงไปกลับได้ฝั่งละเลน อันนี้ก็พอจะมาคุยกับทาง hr เป็นกรณีๆ ไปได้และมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน แต่ไม่ใช่ว่า มาอ้างว่า ทุกวันนี้รถติด ขอมาทำงานสาย 30 นาทีละกันนะ ไม่งั้นชั้นจะลาออกย้ายที่ทำงาน ถ้าแบบนี้ ผมว่าลาออกเถอะครับ เพราะคุณเองก็เหนื่อยจากการเดินทาง ทางบริษัทก็ต้องเสียงานเสียการ ยิ่งถ้าคุณอยู่ในตำแหน่งที่มีผลกระทบกับเพื่อนร่วมงานด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรใหญ่ และคุณเองก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเพื่อนร่วมงานนำไปทำต่อๆ กันด้วย และท้ายสุด จะส่งผลต่อการประเมินประจำปีของตัวคุณเองด้วยครับ

การต่อรองกับนายจ้างในบางเรื่องบางครั้ง เป็นสิ่งที่ทำได้นะครับ หากจำเป็น แต่ไม่ควรทำพร่ำเพรื่อหรือเมื่อยังมีทางเลือกอื่น เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าคุณไม่ใช่คนที่นายจ้างรักจริงๆ การต่อรองของคุณก็จะทำให้คุณไปจากเขาเร็วขึ้นครับ นายจ้างควรเข้าใจลูกจ้างก็สำคัญ แต่ลูกจ้างก็ต้องเข้าใจนายจ้างด้วยเช่นกันนะครับ